Username : Password :
  [สมัครสมาชิก][ลืมรหัสผ่าน]      
เว็บบอร์ด > พระสูตรมหายาน >
Text Size     
(ฉบับจบ) มัญชุศรีปรัชญาปารมิตาสูตร ... อ่านฉบับแก้ไขสมบูรณ์จากเวบมหาปารมิตานะครับ


????????????


???????????


มัญชุศรีปรัชญาปารมิตาสูตร


พระสังฆปาละ พระเถระชาวอินเดียเชื้อสายทิเบต แห่งอาณาจักรฟูนัน แปลจากสันสกฤตสู่จีน



   พระวิศวภัทร เซี่ยเกี๊ยก (???) แปลไทย ... วันที่ 27 มิถุนายน 2553 ถึง 3 กรกฎาคม 2553


 



******************************************************


ข้าพเจ้าขออุทิศศรัทธาและความเพียรทั้งกรรมสาม ด้วยการแปลพระสูตรนี้     


น้อมบูชาพระมัญชุศรีมหาโพธิสัตว์ ผู้เป็นธรรมราชกุมาร


ระองค์ได้สมญานามว่า อจินไตยพุทธมารดา โดยชอบแล้ว


 


                ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งความเป็นอจินไตยบุตรของพระองค์              


จนสิ้นชาติอันเป็นที่สุด เบื้องหน้า เพื่อสืบพระพุทธโคตรอจินไตย


ขออำนาจกุศลนี้จงสำเร็จเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว


ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ          


กับท่านบิดามารดาผู้ทรงพระคุณ ของข้าพเจ้าในชาตินี้แลในชาติอดีตที่ไม่มีประมาณ


ขอให้ท่านเหล่านั้น และข้าพเจ้ามีปัญญาญาณวิมลและไพบูลย์ 


    ประดุจพระมัญชุศรี ผู้เลิศแห่งอจินไตยปัญญา พระองค์นี้ด้วยเทอญ..


 


????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


ข้าพเจ้าสดับมาดั่งนี้ สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ในสวนของท่านอนาถบิณฑิกในเมืองสาวัตถี พร้อมด้วยบรรดามหาภิกษุจำนวนหนึ่งหมื่น และพระโพธิสัตว์ทั้งหลายจำนวนหนึ่งแสน ที่ล้วนแต่ตั้งอยู่ในภูมิอันไม่เสื่อมถอย ในอดีตที่ผ่านมาแสนนานก็ได้สักการะพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ประมาณพระองค์ไม่ได้มาแล้ว แลได้ปลูกฝังกุศลมูลอย่างลึกซึ้งต่อพระพุทธเจ้าเหล่านั้น ได้ยังประโยชน์ให้สำเร็จแก่หมู่สัตว์ ชำระพุทธโลกธาตุให้บริสุทธิ์ ได้บรรลุถึงธารณี มีปฏิภาณไหวพริบ ได้สำเร็จแล้วซึ่งปัญญาญาณ สมบูรณ์ในมวลหมู่กุศล ได้ใช้อภิญญาอันเป็นอิสระเที่ยวไปในพุทธเกษตรทั้งปวง และเปล่งประภาสรัศมีที่ไม่มีประมาณ กล่าวแสดงพระสัทธรรมที่ไม่มีประมาณ ได้สั่งสอนพระโพธิสัตว์ทั้งปวงให้เข้าสู่ความเป็นเอกลักษณะ(ความเป็นหนึ่งเดียว, ไม่มีสอง) ได้บรรลุถึงความไม่หวาดกลัว ใช้ความดีบำราบหมู่มาร ทั้งสั่งสอนเหล่าพาหิรที่เห็นผิดให้หลุดพ้น หากมีสรรพสัตว์ที่ยินดีในสาวกก็จะกล่าวสาวกยาน ผู้ยินดีปัจเจกก็จะกล่าวปัจเจกยาน ผู้ยินดีในโลกก็กล่าวโลกยาน ได้ใช้ทาน ศีล ขันติ วิริยะ ฌาน ปัญญาสงเคราะห์สรรพสัตว์ทั้งหลาย โปรดผู้ยังไม่ได้โปรด ผู้ยังไม่หลุดพ้นก็ช่วยให้หลุดพ้น ผู้ไม่สงบก็ช่วยให้สงบ ผู้ยังไม่นิพพานก็ยังให้นิพพาน ได้ประพฤติโพธิสัตวจรรยาอย่างถึงที่สุด สามารถเข้าสู่พุทธธรรมปิฎกทั้งปวงได้อย่างช่ำชอง อันกุศลนานาเหล่านี้ก็ล้วนแต่บริบูรณ์พร้อม นามกรแห่งท่านเหล่านั้นมี พระมัญชุศรีธรรมราชกุมารโพธิสัตว์ พระเมตไตรยโพธิสัตว์ พระสมันตประภาสโพธิสัตว์ พระศูรวีริยโพธิสัตว์ พระไภษัชยราชโพธิสัตว์ พระรัตนปาณีโพธิสัตว์ พระรัตนมุทราโพธิสัตว์ พระจันทรประภาสโพธิสัตว์ พระอาทิตยศุทธิโพธิสัตว์ พระมหาพละโพธิสัตว์ พระอนันตพละโพธิสัตว์ พระวิริยปราปต์โพธิสัตว์ พระมหาธวัชพละโพธิสัตว์ พระธรรมลักษณโพธิสัตว์ พระอิศวรราชโพธิสัตว์ บรรดาพระโพธิสัตว์มหาสัตว์ดังนี้จำนวนหนึ่งแสน พร้อมทั้งเทวดา นาค ปีศาจอื่นๆ อีกเป็นมหาชนหมู่ใหญ่ ที่ล้วนแต่มาประชุมกันอยู่    


 


?????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


???????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคในยามราตรีทรงเปล่งมหารัศมีที่รุ่งเรือง มีวรรณะเขียว เหลือง แดง ขาว และสีเหลื่อมดังผลึกหลากสี ส่องสว่างไปยังโลกธาตุต่างๆทั่วทศทิศไม่มีขอบเขตประมาณ หมู่สัตว์ทั้งปวงที่ได้สัมผัสรัศมีนี้ ต่างลุกขึ้นมาจากที่นอน เมื่อได้ทอดทัศนารัศมีนี้จึงบรรลุถึงธรรมปีติ ต่างก็มีความสงสัยว่า ?รัศมีนี้มาแต่ที่ใดหนอ ถึงสว่างไปทั่วโลกธาตุ ยังให้สรรพสัตว์ทั้งหลายได้บรรลุถึงความผาสุกได้เช่นนี้? เมื่อมีมนสิการเช่นนี้แล้ว แต่ละรัศมีหนึ่งๆ ยังบังเกิดเป็นมหารัศมีอีก สว่างออกไปเป็นที่วิเศษอัศจรรย์ยิ่งกว่ารัศมีก่อนหน้านั้น เช่นนี้เรื่อยไปจนถึงสิบเท่า บรรดาพระโพธิสัตว์และภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา  เทพ นาค ยักษ์ ครุฑ อสุร กินนร คนธรรพ์ มโหราค มนุษย์แลอมนุษย์เป็นอาทิ ต่างเกิดอุเพงคปีติ ปลาบปลื้มใจจนตัวฟูลอย เพราะสัมผัสสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ต่างก็คิดว่า ?จะต้องเป็นพระตถาคตที่ทรงเปล่งรัศมีอย่างนี้ เราทั้งหลายพึงรีบไปเฝ้าฯพระพุทธองค์ แล้วนมัสการอย่างใกล้ชิดเถิด? ในเวลานั้น พระมัญชุศรีและพระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายที่ได้เห็นรัศมีนี้ ก็โสมนัสปลาบปลื้มเป็นอุเพงคปีติไปทั่วสรรพางค์แลจิตใจ ต่างได้มาจากที่ของตนถึงยังประตูของเชตวันวิหาร


เวลานั้น พระสารีบุตร พระมหาโมคคัลลานะ พระปูณณมันตาณีบุตร พระมหากัสสปะ พระมหากัจจายนะ  พระมหาโกฏฐิตะ ก็ล้วนได้มาจากที่ของตนถึงยังประตูของ เชตวันวิหาร ท้าวศักระ จตุโลกบาล สูงขึ้นไปจนถึงอกนิษฐาพรหมโลก ก็ได้เห็นรัศมีนี้ แล้วอุทานว่าไม่เคยมีมาแต่กาลก่อน กับทั้งบริษัทบริวารต่างก็จัดแจงนำทิพยมาลี ทิพยสุคนธ์ ทิพยดนตรี ทิพยรัตนอาภรณ์ทั้งหลายทั้งปวงมายังประตูของเชตวันวิหาร ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาอื่นๆ เทพ นาคอันมีหมู่สัตว์ในคติแปดอื่นๆ ที่ได้พบรัศมีที่น่ายินดีนี้ ก็ล้วนมาถึงยังประตูแห่งนี้ด้วย    


 


?????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคผู้ทรงสัพพัญญุตญาณ ทรงทราบว่ามหาชนต่างมาประชุมอยู่ประตูด้านนอกแล้ว ทรงลุกขึ้นจากที่ประทับแล้วเสด็จไปยังประตูด้านนอก ประทับขัดสมาธิบนธรรมอาสน์ของพระองค์ แล้วตรัสกะพระสารีบุตรว่า ?ในยามเช้านี้ เธอได้มาถึงประตูด้านนอกเป็นคนแรกหรือ??  พระสารีบุตรทูลว่า ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! พระมัญชุศรีกับพระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลาย ได้มาถึงก่อนพระเจ้าข้า?


 


??????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


เมื่อนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ามีรับสั่งกะพระมัญชุศรีว่า ?ยามเช้านี้ เธอได้มาถึงประตูเป็นคนแรกหรือ?? พระมัญชุศรีทูลว่า ?เป็นเช่นนั้นๆ พระผู้มีพระภาค! ข้าพระองค์ในยามราตรีได้เห็นมหารัศมีที่ส่องสว่างไปสิบเท่า ไม่เคยปรากฏมีมาก่อน ดวงจิตโสมนัสเป็นอุเพงคปีติพ้นประมาณ เหตุนี้จึงมานมัสการพระตถาคตอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งปรารถนาจะได้สดับอมฤตธรรมอันวิเศษด้วย พระเจ้าข้า?


 


????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


พระผู้มีพระภาคตรัสกะพระมัญชุศรีว่า ?บัดนี้ เธอได้เห็นตถาคตอย่างแท้จริงหรือไม่?? พระมัญชุศรีทูลว่า ?พระผู้มีพระภาค! ธรรมกายแห่งพระตถาคตแต่เดิมมาก็ไม่อาจเห็นได้ เพื่อสรรพสัตว์เป็นเหตุข้าพระองค์จึงมาทัศนาพระพุทธองค์ ธรรมกายของพระองค์นั้นเป็นอจินไตย(นึกคิดเอาไม่ได้) ไร้ลักษณะ ไร้รูปร่าง มิได้มาแลมิได้ไป มิใช่มีแลมิใช่ไม่มี มิใช่เห็นแลมิใช่ไม่เห็น ดั่งตถตา (ความเป็นไปอย่างนั้นเอง) ที่ไม่ได้มาและไม่ได้ไป มิใช่การปราศจาก และมิใช่การไม่ปราศจาก มิใช่สถานที่แลมิใช่การไม่ใช่สถานที่ มิใช่การเป็นหนึ่ง มิใช่การเป็นสอง มิใช่ความบริสุทธิ์ มิใช่มลทิน ไม่เกิดไม่ดับ ข้าพระองค์ทัศนาพระตถาคตอยู่อย่างนี้พระเจ้าข้า?  


 


?????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


มีพุทธดำรัสกะพระมัญชุศรีว่า ?บัดนี้เธอได้เห็นตถาคต ด้วยลักษณะเช่นนี้หรือ?? พระมัญชุศรีทูลว่า ?พระผู้มีพระภาค! ที่แท้แล้วข้าพระองค์ไร้ซึ่งการเห็น แลไร้ซึ่งการเห็นลักษณะใดๆ? ครั้งนั้นพระสารีบุตรกล่าวกะพระมัญชุศรีว่า ?ข้าพเจ้าไม่เข้าใจที่ท่านกล่าว เหตุไฉนจึงทัศนาพระตถาคตอย่างนี้?? พระมัญชุศรีตอบว่า ?พระคุณท่านสารีบุตร ข้าพเจ้าไม่ได้ทัศนาพระตถาคตอย่างนี้?


 


???????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


พระสารีบุตรกล่าวกะพระมัญชุศรีว่า ?ที่ท่านกล่าวมานี้ ยิ่งไม่อาจเข้าใจ? พระมัญชุศรีตอบว่า ?อันการไม่อาจเข้าใจก็คือปัญญาปารมี ปัญญาปารมี มิใช่การสามารถเข้าใจแลมิใช่การไม่อาจเข้าใจ? พระสารีบุตรกล่าวว่า ?ท่านเกิดจิตเมตตากรุณาต่อสรรพสัตว์หรือไม่? ท่านประพฤติบารมีทั้งหก เพื่อสรรพสัตว์หรือไม่? แลได้เข้าสู่นิพพานเพื่อสรรพสัตว์หรือไม่เล่า??


 


??????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


พระมัญชุศรีตอบพระสารีบุตรว่า ?ดั่งที่ท่านกล่าวมา ว่าเรานั้นเกิดจิตเมตตากรุณาต่อสรรพสัตว์ ได้ประพฤติบารมีหก ได้เข้าสู่นิพพาน แต่ทว่าที่แท้แล้วความเป็นสรรพสัตว์ก็ไม่อาจเข้าถึง ไร้ลักษณะไร้รูปร่าง ไม่เพิ่มไม่ลด ดูก่อนสารีบุตร ท่านมีความคิดอยู่เสมออย่างนี้ว่า ?แต่ละโลกธาตุหนึ่งๆ มีพระพุทธเจ้าเท่าเม็ดทรายในคงคานที ที่ได้ดำรงพระชนม์อยู่เป็นกัลป์เท่าเม็ดทรายในคงคานที ได้ตรัสธรรมหนึ่งๆ เพื่อสั่งสอนสรรพสัตว์ให้หลุดพ้น และสรรพสัตว์หนึ่งๆ ก็ล้วนได้ดับลง? ท่านมีความคิดเช่นนี้หรือไม่?? พระสารีบุตรตอบ ?ท่านมัญชุศรี เรามีความคิดอย่างนี้อยู่เสมอ?


 


????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


พระมัญชุศรีตอบพระสารีบุตรว่า ?อุปมาอากาศที่นับคำนวณไม่ได้ สรรพสัตว์ก็นับคำนวณไม่ได้ เมื่อไม่อาจข้ามพ้นอากาศไปได้ ก็ไม่อาจข้ามพ้นสรรพสัตว์เช่นกัน เหตุไฉนนั้นฤๅ? สรรพสัตว์ทั้งหลายเสมอด้วยอากาศ แล้วพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะสั่งสอนสรรพสัตว์ได้อย่างไร??  พระสารีบุตรกล่าวว่า ?หากสรรพสัตว์ทั้งหลายเสมอด้วยอากาศ แล้วเหตุไฉนท่านจึงแสดงธรรมแก่สรรพสัตว์ยังให้บรรลุโพธิญาณเล่า?? พระมัญชุศรีตอบว่า ?อันโพธินั้นที่แท้ไม่อาจเข้าถึง แล้วเราจะกล่าวธรรมอันใดเพื่อยังให้สรรพสัตว์เข้าถึงเล่า? เหตุไฉนนั้นฤๅ ท่านสารีบุตร โพธิกับสรรพสัตว์ ไม่เป็นหนึ่งไม่เป็นสอง ไม่แตกต่างไม่ปรุงแต่ง ไร้นามไร้ลักษณะ ที่แท้แล้วมิได้มี?


 


????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


สมัยนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเปล่งพระรัศมีออกจะพระอุษณีมังสะ อันเป็นมหาบุรุษลักษณะ มีความวิเศษหาได้ยากยิ่ง มิอาจพรรณนาได้ เข้าสู่เศียรของพระมัญชุศรีธรรมราชกุมารโพธิสัตว์มหาสัตว์ แล้วย้อนออกจากเศียรส่องไปยังมหาชน เมื่อส่องมหาชนแล้ว ก็ยังแผ่ไปทั่วโลกธาตุทั้งหลายในทศทิศ เวลานั้นเมื่อมหาชนได้สัมผัสรัศมีนี้ กายและจิตก็เป็นสุขเกษมอย่างไม่เคยมีมาก่อน ต่างก็ลุกขึ้นจากอาสนะ แล้วแลมองพระโลกนาถเจ้ากับพระมัญชุศรี ต่างก็มีมนสิการว่า ?วันนี้พระตถาคตทรงเปล่งรัศมีประเสริฐและอัศจรรย์อย่างนี้ เข้าสู่เศียรของท่านมัญชุศรีธรรมราชกุมาร แล้วยังย้อนจากเศียรส่องไปยังมหาชน เมื่อส่องมหาชนแล้วยังแผ่ไปในทิศทั้งสิบ อันจะไร้ซึ่งเหตุปัจจัยก็หาไม่ จะต้องทรงแสดงพระสัทธรรมเป็นแน่ เราทั้งหลายจะต้องพากเพียรบำเพ็ญ ยินดีประพฤติตามธรรมที่ทรงแสดง? เมื่อคิดเช่นนี้แล้ว ต่างก็ทูลพระพุทธองค์ว่า ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! วันนี้พระตถาคตทรงเปล่งรัศมีนี้ จะไร้ซึ่งเหตุปัจจัยก็หาไม่ จะทรงแสดงพระสัทธรรมเป็นแน่แท้ ข้าพระองค์ทั้งหลายใคร่จะได้สดับยิ่งนัก ยินดีจะประพฤติตามธรรมที่ทรงแสดง? เมื่อกล่าวจบเช่นนี้ จึงยืนนิ่งอยู่      


 


??????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


ครั้งนั้นพระมัญชุศรีทูลพระพุทธองค์ว่า ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! พระองค์ทรงฉายพระรัศมีมาพูนเพิ่มธรรมพละให้ข้าพระองค์ อันพระรัศมีนี้หาได้ยากยิ่งนัก ไร้รูปไร้ลักษณะ ปราศจากการไป ปราศจากการมา ไม่เคลื่อนไหวไม่แน่นิ่ง มิใช่การได้เห็น มิใช่การได้ยิน มิใช่ความรู้สึก มิใช่ความเข้าใจ สรรพสัตว์ทั้งปวงมิอาจพิจารณาเห็นได้ ไร้ซึ่งความยินดี ไร้ซึ่งความหวาดกลัว แลไร้ซึ่งการแบ่งแยก ข้าพระองค์ได้รับพระพุทธบัญชา จึงพรรณนาถึงรัศมีนี้ ยังให้สรรพสัตว์ทั้งหลายได้เข้าสู่ปัญญาที่ปราศจากสัญญา(ความจำได้หมายรู้)?


 


???????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


            ครั้งนั้น พระพุทธองค์ตรัสกะพระมัญชุศรีว่า ?สาธุๆ เธอจงกล่าวโดยเร็วเถิด ตถาคตยินดีกับเธอด้วย? พระมัญชุศรีทูลว่า ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! อันรัศมีนี้คือปัญญาปารมี ปัญญาปารมีคือพระตถาคต พระตถาคตคือสรรพสัตว์ทั้งปวง พระผู้มีพระภาค! ข้าพระองค์บำเพ็ญปัญญาปารมีอยู่อย่างนี้?


 


??????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


พระพุทธองค์ตรัสกะพระมัญชุศรีว่า ?ดูก่อนกุลบุตร บัดนี้เธอกล่าวปัญญาปารมีที่ลึกซึ้งอยู่อย่างนี้ ตถาคตจะถามเธอว่า หากมีบุคคลถามเธอว่า ?มีสรรพสัตวธาตุอยู่เท่าใด?? เธอจะตอบว่าอย่างไร??  พระมัญชุศรีทูลว่า ?พระผู้มีพระภาค! หากมีบุคคลถามเช่นนี้ ข้าพระองค์จะตอบว่า ?สรรพสัตวธาตุนับได้เท่ากับตถาคตธาตุ?


 


??????????????????????????????????????????????????????????


???????????????????????????????????????????????


??????????????????????????????????????????


?มัญชุศรี หากถามเธออีกว่า ?สรรพสัตวธาตุกว้างหรือแคบอย่างไร?? เธอจะตอบอย่างไร?? พระมัญชุศรีทูลว่า ?พระผู้มีพระภาค! หากมีบุคคลถามเช่นนี้ ข้าพระองค์จะตอบว่า ?กว้างและแคบเท่าพุทธธาตุ?


 ?มัญชุศรี หากถามเธออีกว่า ?สรรพสัตวธาตุข้องเกี่ยวกับสถานที่ใด?? เธอจะตอบอย่างไร?? พระมัญชุศรีทูลว่า ?พระผู้มีพระภาค! หากมีบุคคลถามเช่นนี้ ข้าพระองค์จะตอบว่า พระตถาคตข้องเกี่ยวอย่างไร สรรพสัตว์ก็อย่างนั้น?


 ?มัญชุศรี หากถามเธออีกว่า ?สรรพสัตวธาตุตั้งอยู่ที่แห่งใด?? เธอจะตอบอย่างไร?? พระมัญชุศรีทูลว่า ?พระผู้มีพระภาค! หากมีบุคคลถามเช่นนี้ ข้าพระองค์จะตอบว่า ?ตั้งอยู่ที่นิพพานธาตุ?


 


????????????????????????????????????????????????????


??????????????????????????????????????????????????????????


มีพุทธดำรัสกับพระมัญชุศรีว่า ?เธอบำเพ็ญปัญญาปารมีอย่างนี้ แล้วปัญญาปารมีมีที่ตั้งอยู่หรือไม่?? พระมัญชุศรีทูลว่า ?พระผู้มีพระภาค! ปัญญาปารมีไม่มีที่ตั้งอยู่?


มีพุทธดำรัสกับพระมัญชุศรีว่า ?หากปัญญาปารมีไม่มีที่ตั้งอยู่ แล้วเธอประพฤติอย่างไร? ศึกษาอย่างไร?? พระมัญชุศรีทูลว่า ?พระผู้มีพระภาค! หากปัญญาปารมีมีที่ตั้งอยู่แล้วไซร้ ก็ย่อมไม่มีการประพฤติแลศึกษา?


 


???????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


มีพุทธดำรัสกับพระมัญชุศรีว่า ?เมื่อกาลที่เธอประพฤติปัญญา กุศลมีเพิ่มและลดหรือไม่? ? พระมัญชุศรีทูลว่า ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! กุศลไม่อาจเพิ่มแลไม่อาจลด หากมีการเพิ่มและลดย่อมมิใช่การบำเพ็ญปัญญาปารมี


ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! ไม่ว่าธรรมจะเพิ่ม ไม่ว่าธรรมจะลด ก็คือการบำเพ็ญปัญญาปารมี ไม่ขาดสิ้นจากธรรมของบุถุชน ไม่ยึดมั่นในธรรมแห่งพระตถาคต จึงเป็นการบำเพ็ญปัญญาปารมี เหตุไฉนนั้นฤๅ? พระผู้มีพระภาค! อันปัญญาปารมี มิใช่ต้องบรรลุธรรมแล้วจึงบำเพ็ญ มิใช่ไม่บรรลุธรรมแล้วจึงบำเพ็ญ มิใช่ประพฤติธรรมแล้วจึงบำเพ็ญ มิใช่ไม่ประพฤติธรรมแล้วจึงบำเพ็ญ  


ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! การไม่เข้าถึง การไม่เพิกเฉย คือการบำเพ็ญปัญญาปารมี ด้วยเหตุไฉนนั่นฤๅ? เพราะเหตุที่ไม่ใช่ความทุกข์ของสังสารวัฏ แลไม่ใช่กุศลของพระนิพพาน ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! หากบำเพ็ญปัญญาปารมีอย่างนี้ เป็นเหตุให้ไม่ยึดมั่น ไม่น้อมรับ ไม่วางเฉย ไม่ปล่อยวาง ไม่เพิ่ม ไม่ลด ไม่เกิดขึ้น ไม่ดับลง


ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! หากกุลบุตร กุลธิดา จะมีมนสิการอย่างนี้ว่า ?ธรรมนี้สูง ธรรมนี้กลาง ธรรมนี้ต่ำ? อันหาใช่การบำเพ็ญปัญญาปารมีไม่ เหตุไฉนนั้นฤๅ? เหตุที่ธรรมไม่มีสูง กลาง ต่ำ พระผู้มีพระภาค! ข้าพระองค์ได้บำเพ็ญปัญญาปารมีอยู่อย่างนี้?


 


?????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


มีพุทธดำรัสกับพระมัญชุศรีว่า ?บรรดาพุทธธรรมทั้งปวงมิใช่อธิบดีกระนั้นหรือ? ? พระมัญชุศรีทูลว่า ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! อันพุทธธรรม โพธิสัตวธรรม สาวกธรรม ปัจเจกโพธิธรรม จนถึงบุถุชนธรรม ล้วนไม่อาจเข้าถึงได้ เหตุไฉนนั้นฤๅ? เพราะที่สุดก็เป็นศูนยตา ในศูนยตาอันเป็นที่สุดนั้นก็ไร้ซึ่งพุทธธรรมและบุถุชนธรรม ในบุถุชนธรรมนั้นก็ไม่ได้มีศูนยตาเป็นที่สุด เหตุไฉนนั่นฤๅ? เหตุเพราะศูนยตาหรือไม่ศูนยตาก็ไม่อาจบรรลุถึงได้ทั้งสิ้น?


 


??????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


มีพุทธดำรัสกับพระมัญชุศรีว่า ?พุทธธรรมไม่เป็นอนุตตระกระนั้นหรือ? ? พระมัญชุศรีทูลว่า ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! ไม่มีธรรมประการเดียวแม้เท่ากับปรมาณูธุลีที่จะชื่อว่าอนุตตระ เหตุไฉนนั้นฤๅ? เหตุเพราะทานปารมีนั้นก็ศูนยตา จนถึงปัญญาปารมีก็ศูนยตา ทศพละก็ศูนยตา[1] เวสารัชชะก็ศูนยตา[2] อาเวณิกพุทธธรรมก็ศูนยตา[3] จนถึงความเป็นสัพพัญญูก็ศูนยตา[4] ในศูนยตาไร้ซึ่งความเป็นอนุตตระ ในความเป็นอนุตตระก็ไร้ซึ่งศูนยตา เหตุเพราะศูนยตาหรือไม่ศูนยตาก็ไม่อาจบรรลุถึงได้ พระผู้มีพระภาค! อจินไตยธรรมก็คือปัญญาปารมี?


 


??????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


มีพุทธดำรัสกับพระมัญชุศรีว่า ?เธอไม่ตรึกถึงพุทธธรรมกระนั้นหรือ? ? พระมัญชุศรีทูลว่า ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! หากข้าพระองค์ตรึกถึงพุทธธรรมแล้วไซร้ ข้าพระองค์ย่อมเห็นพุทธธรรมว่าเป็นอนุตตระ เหตุไฉนนั้นฤๅ? เพราะความเป็นอนุตตระนั้นไม่มีอยู่ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! เบญจขันธ์[5] อายตนะภายในและภายนอก[6] ธาตุสิบแปด[7] ที่สุดแล้วก็ไม่อาจเข้าถึง บรรดาพุทธธรรมก็ไม่อาจเข้าถึง ในความไม่อาจเข้าถึงนั้นก็เข้าถึงไม่ได้ เหตุเพราะไม่อาจเข้าถึงสิ่งใดได้ พระผู้มีพระภาค! ในปัญญาปารมี ความเป็นบุถุชนจนถึงความเป็นพระพุทธะ ความปราศจากธรรม ความปราศจากอธรรม ข้าพระองค์จะต้องตรึกถึงธรรมใดอีกเล่า พระเจ้าข้า??


 


???????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


มีพระพุทธดำรัสว่า ?ดูก่อนกุลบุตร หากไร้ซึ่งการตรึกถึง เธอก็ไม่พึงกล่าวว่า ?นี่คือบุถุชนธรรม นี่คือปัจเจกโพธิธรรม? จนถึงไม่พึงกล่าวว่า ?นี่คือพุทธธรรม? เหตุไฉนนั้นฤๅ? เหตุเพราะ(สิ่งเหล่านั้น) ไม่อาจเข้าถึง? (พระมัญชุศรีทูลว่า) ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! ที่จริงข้าพระองค์ไม่ได้กล่าวบุถุชนธรรมจนถึงพุทธธรรมเลย เหตุไฉนนั่นฤๅ? เหตุเพราะไม่ได้บำเพ็ญในปัญญาปารมี?


 


???????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


มีพระพุทธดำรัสว่า ?ดูก่อนกุลบุตร เธอก็ไม่พึงมีมติเช่นนี้ว่า ?นี่คือกามธาตุ นี้คือรูปธาตุ นี่คืออรูปธาตุ? เหตุไฉนนั้นฤๅ? เหตุเพราะ(สิ่งเหล่านั้น)ไม่อาจเข้าถึง?  (พระมัญชุศรีทูลว่า) ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! กามธาตุนั้นว่างจากสภาวะ จนถึงอรูปธาตุก็ว่างจากสภาวะ ในความว่างไร้ซึ่งการกล่าว ข้าพระองค์ก็ไม่ได้กล่าว พระผู้มีพระภาค! อันการบำเพ็ญปัญญาปารมี ไม่เห็นว่าสูง ไม่เห็นว่าไม่สูง เหตุไฉนนั้นฤๅ?  พระผู้มีพระภาค! การบำเพ็ญปัญญาปารมีไม่ติดยึดในพุทธธรรม ไม่เพิกเฉยในบุถุชนธรรม เหตุไฉนนั้นฤๅ? เพราะที่สุดแล้วในศูนยตาก็ไร้ซึ่งความยึดมั่นและการวางเฉย? 


 


??????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


มีพุทธดำรัสกับพระมัญชุศรีว่า ?สาธุๆ เธอสามารถกล่าวปัญญาปารมีที่ลึกซึ้งเช่นนี้ นี่คือเครื่องหมายแห่งพระโพธิสัตว์มหาสัตว์ ดูก่อนมัญชุศรี หากกุลบุตร กุลธิดา มิใช่แค่การได้ปลูกฝังกุศลมูลอย่างลึกซึ้งต่อพระพุทธเจ้าจำนวนสิบล้านพระองค์ จนถึงการได้ปลูกฝังกุศลมูลอย่างลึกซึ้งต่อพระพุทธเจ้าจำนวนไม่มีประมาณไม่มีขอบเขต ถึงจะได้สดับปัญญาปารมีอันคัมภีรภาพนี้ โดยไม่ตื่นตระหนกหวั่นเกรง?


 


???????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


พระมัญชุศรีทูลพระพุทธองค์อีกว่า ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! เพราะข้าพระองค์ได้รับพระพุทธานุภาพ จึงสามารถกล่าวปัญญาปารมีอันคัมภีรภาพ? มีพุทธดำรัสว่า ?สาธุๆ ขอให้เธอกล่าวเถิด? พระมัญชุศรีทูลว่า ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! หากไม่ได้บรรลุถึงการเกิดแห่งธรรม (คือไม่มีธรรมใดที่จะเกิดขึ้น) ก็คือการบำเพ็ญปัญญาปารมี เหตุไฉนนั้นฤๅ? เหตุเพราะสรรพธรรมไร้ซึ่งการเกิด หากไม่ได้บรรลุถึงการตั้งอยู่แห่งธรรม (คือไม่มีธรรมใดที่ตั้งอยู่) ก็คือการบำเพ็ญปัญญาปารมี เหตุไฉนนั้นฤๅ? เหตุเพราะสรรพธรรมเป็นเช่นนั้นเอง(ตถตา) หากไม่ได้บรรลุถึงการดับไปแห่งธรรม (คือไม่มีธรรมใดที่จะดับไป) ก็คือการบำเพ็ญปัญญาปารมี เหตุไฉนนั้นฤๅ? เหตุเพราะสรรพธรรมเป็นความดับอยู่แล้ว?


      


?????????????????????????????????????????????


?????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค!  หากไม่เข้าถึงรูป ก็คือการบำเพ็ญปัญญาปารมี จนถึงการไม่เข้าถึงวิญญาณ ก็คือการบำเพ็ญปัญญาปารมี เหตุไฉนนั้นฤๅ? เหตุเพราะสรรพธรรมดุจมายา ดุจพยับแดด?


 ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค!  หากไม่เข้าถึงจักษุ ก็คือการบำเพ็ญปัญญาปารมี จนถึงการไม่เข้าถึงมโน ก็คือการบำเพ็ญปัญญาปารมี หากไม่เข้าถึงรูปจนถึงธรรมารมณ์ ไม่เข้าถึงจักษุธาตุ รูปธาตุ จักษุวิญญาณธาตุ มโนวิญญาณธาตุ ก็คือการบำเพ็ญปัญญาปารมี หากไม่เข้าถึงกามธาตุ ก็คือการบำเพ็ญปัญญาปารมี จนถึงอรูปธาตุก็เช่นเดียวกันนี้?


 


???????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


???????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค!  หากไม่เข้าถึงทานปารมี ก็คือการบำเพ็ญปัญญาปารมี จนถึงการไม่เข้าถึงปัญญาปารมี ก็คือการบำเพ็ญปัญญาปารมี หากไม่เข้าถึงพุทธทศพละ เวสารัชชะ จนถึงอาเวณิกพุทธธรรม ก็คือการบำเพ็ญปัญญาปารมี เหตุไฉนนั้นฤๅ? เหตุเพราะภายในว่าง จนถึงความปราศจากธรรมและความมีธรรม ก็เป็นศูนยตา?


 ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค!  หากเข้าถึงการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับลง ก็หาใช่การบำเพ็ญปัญญาปารมีไม่ หากเข้าถึงเบญจขันธ์  อายตนะภายในและภายนอก ธาตุสิบแปด  ก็หาใช่การบำเพ็ญปัญญาปารมีไม่ หากเข้าถึงกามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ ก็หาใช่การบำเพ็ญปัญญาปารมีไม่ หากมีการเข้าถึงทานจนถึงปัญญา หากเข้าถึงพุทธทศพละจนถึงอาเวณิกธรรม ก็หาใช่การบำเพ็ญปัญญาปารมีไม่ เหตุไฉนนั้นฤๅ? เหตุเพราะมีการเข้าถึง?


 


??????????????????????????????????????????????? ??????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! หากกุลบุตร กุลธิดา ได้ฟังปัญญาปารมีที่คัมภีรภาพนี้แล้วไม่ตระหนก ไม่สงสัย ไม่หวาดกลัว ไม่ท้อถอย พึงทราบได้ว่าบุคคลนี้ได้ปลูกฝังกุศลมูลกับพระพุทธเจ้าอย่างลึกซึ้งมาก่อนแล้ว?


พระมัญชุศรีทูลอีกว่า ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! หากไม่พบธรรมที่แปดเปื้อน ธรรมที่วิศุทธิ์ ไม่พบผลแห่งสังสารวัฏ ไม่พบผลแห่งนิพพาน ไม่พบพระพุทธ ไม่พบพระโพธิสัตว์ ไม่พบพระปัจเจกโพธิ ไม่พบพระสาวก ไม่พบบุถุชน ก็คือการบำเพ็ญปัญญาปารมี  เหตุไฉนนั้นฤๅ? เหตุเพราะสรรพธรรมไม่มีความแปดเปื้อนและไม่มีความบริสุทธิ์ จนถึงปราศจากบุถุชน พระผู้มีพระภาค! หากเห็นว่ามีมลทินฤๅบริสุทธิ์ จนถึงเห็นความเป็นบุถุชน ก็หาใช่การบำเพ็ญปัญญาปารมีไม่ พระผู้มีพระภาค! หากเห็นว่ามลทินธรรมมีความแตกต่าง วิศุทธิธรรมมีความแตกต่าง จนถึงได้เห็นว่าพระพุทธะมีความแตกต่าง บุถุชนธรรมมีความแตกต่าง ก็หาใช่การบำเพ็ญปัญญาปารมีไม่ เหตุไฉนนั้นฤๅ? เหตุเพราะปัญญาปารมีไร้ซึ่งความแตกต่าง? 


 


???????????????????????????????????????????????????????????????


??????????????????????????????????


??????????????????????????????????????


??????????????????????????????????????????


มีพุทธดำรัสกับพระมัญชุศรีว่า ?สาธุๆ  นี่คือการบำเพ็ญจริยาแห่งปัญญาปารมีอย่างจริงแท้ ดูก่อนมัญชุศรี เธอสักการะพระพุทธเจ้าอย่างไร?? พระมัญชุศรีทูลว่า ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! หากมายาในจิตบุคคลดับสิ้น ข้าพระองค์จึงจักสักการะพระพุทธเจ้า?


พ. ?เธอไม่ได้ตั้งอยู่ในพุทธธรรมหรือกระไร?? ม. ?พระพุทธองค์ไร้ซึ่งธรรมที่จะตั้งอยู่ แล้วข้าพระองค์จะตั้งอยู่ได้อย่างไร??


พ. ?หากไม่มีธรรมที่จะเข้าถึง แล้วใครที่มีพุทธธรรมอยู่??  ม. ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! ไม่มีผู้ใดเลยที่มีพุทธธรรม?


. ?เธอได้ถึงความไม่ยึดมั่นแล้วหรือ?? ม. ?การไม่ยึดมั่นย่อมเข้าถึงไม่ได้ แล้วพระผู้มีพระภาคทรงถามว่าได้เข้าถึงความไม่ยึดมั่นได้อย่างไร??


 


????????????????????????????????????????


?????????????????????????????????????


????????????????????????????????????????????????


พ. ?เธอตั้งอยู่ที่โพธิหรือไม่? ม. ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค!  พระพุทธองค์ยังไม่ตั้งอยู่ในโพธิ แล้วข้าพระองค์จะตั้งอยู่ในโพธิได้อย่างไร?


พ. ?เธออาศัยอะไร ที่กล่าวมาเช่นนี้? ม. ?ข้าพระองค์ไม่ได้อาศัยสิ่งใด ในการกล่าวเช่นนี้?


พ. ?หากเธอไม่ได้อาศัย แล้วกล่าวได้อย่างไร? ม. ?เป็นเช่นนั้น พระผู้มีพระภาค! ที่ข้าพระองค์ไม่ได้กล่าว เหตุไฉนนั้นฤๅ? เพราะสรรพธรรมไร้ซึ่งนาม?


     


?????????????????????????????????????????????????


???????????????????????????????????????????????


????????????????????????????????????????????????????????


เวลานั้นท่านอาวุโสสารีบุตรทูลพระพุทธองค์ว่า ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค!  หากกุลบุตร กุลธิดา ที่ได้ฟังธรรมที่ลึกซึ้งนี้แล้วไม่ตื่นตระหนกสงสัยหวาดกลัว จะได้บรรลุถึงสาวกธรรม ปัจเจกโพธิธรรม โพธิสัตวธรรม พุทธธรรมหรือไม่??


เวลานั้นพระเมตไตรยโพธิสัตว์ทูลพระพุทธองค์ว่า ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! หากพระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลาย ที่ได้ฟังธรรมที่ลึกซึ้งนี้แล้วไม่ตื่นตระหนกสงสัยหวาดกลัว จะได้เข้าใกล้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิหรือไม่??


เวลานั้นมีเทพธิดา ชื่อ อปัจจัย ทูลพระพุทธองค์ว่า ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค!  หากกุลบุตร กุลธิดา ที่ได้ฟังธรรมที่ลึกซึ้งนี้แล้วไม่ตื่นตระหนกสงสัยหวาดกลัว จะได้บรรลุถึงสาวกธรรม ปัจเจกโพธิธรรม โพธิสัตวธรรม พุทธธรรมหรือไม่??


 


?????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


เวลานั้นพระพุทธองค์รับสั่งกับพระสารีบุตรว่า ?เป็นเช่นนั้นๆ สารีบุตร หากโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลาย ได้สดับธรรมอันลึกซึ้งนี้แล้วไม่ตื่นตระหนกสงสัยหวาดกลัว ย่อมจะได้บรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิอย่างแน่นอน อันกุลบุตร กุลธิดานี้ จะเป็นมหาทานบดี (เป็นผู้นำการบริจาคทานที่ยิ่งใหญ่) เป็นเอกทานบดี (เป็นผู้นำการบริจาคทานที่เป็นเลิศ)  เป็นวิชยทานบดี (เป็นผู้นำการบริจาคทานที่ประเสริฐ) จะสมบูรณ์ด้วยศีล ขันติ วิริยะ ฌาน ปัญญา จะสมบูรณ์ในความดีงามและลักษณะมงคลทั้งปวง ตนเองย่อมไม่หวั่นกลัวและยังให้ผู้อื่นไม่หวั่นกลัวด้วย ย่อมเป็นผู้ถึงที่สุดแห่งปัญญาปารมี เหตุเพราะได้อาศัยการไม่อาจเข้าถึงความไร้ลักษณะ ความไม่ปรุงแต่ง (การไม่บรรลุถึงความไร้ลักษณะและการไม่ปรุงแต่ง) และความสำเร็จถึงอจินไตยธรรมที่เป็นเลิศ?    


????????????????????????????????????????????????????


????????????????????????????????????????????????????


????????????????????????????????????????????????


???????????????????????????????????????????????????????????????


 


มีพุทธดำรัสกับพระมัญชุศรีว่า ?เธอเห็นอยู่อย่างไร เธอยินดีอย่างไร ที่ปรารถนาพระอนุตรสัมมาสัมโพธิ??  พระมัญชุศรีทูลว่า ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! ข้าพระองค์ไม่มีความเห็น และไม่มีความยินดีเป็นเหตุให้ปรารถนาโพธิ?


พ. ?หากไม่มีความเห็น และไม่มีความยินดี ก็พึงไม่มีความปรารถนา? ม. ?เป็นเช่นนั้น พระผู้มีพระภาค! ข้าพระองค์ที่แท้แล้วไร้ซึ่งความปรารถนา เหตุไฉนนั้นฤๅ? เพราะหากมีความปรารถนา ก็คือบุถุชนลักษณะ?


พ. ?บัดนี้เธอมิได้ปรารถนาโพธิอย่างแท้จริงแล้วหรือ?? ม. ?ข้าพระองค์ มิได้ปรารถนาโพธิอย่างแท้จริง เหตุไฉนนั้นฤๅ? หากปรารถนาโพธิ ก็คือบุถุชนลักษณะ?


พ. ?เธอปรารถนาอย่างแน่นอน หรือเธอไม่ปรารถนาแน่นอน??  ม. ?หากกล่าวว่าปรารถนาแน่นอน ไม่ปรารถนาแน่นอน การปรารถนาแน่นอนหรือปรารถนาไม่แน่นอน การแน่นอนว่าจะปรารถนาก็ไม่ใช่ ไม่ปรารถนาก็ไม่ใช่ ล้วนคือบุถุชนลักษณะ เหตุไฉนนั้นฤๅ? เพราะโพธินั้น ไร้ซึ่งสถานที่ตั้งอยู่?


 


??????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


????????????????????????????????????????????????????????????????????


มีพุทธดำรัสกับพระมัญชุศรีว่า ?สาธุๆ เธอสามารถแสดงปัญญาปารมีอย่างนี้ เธอได้ปลูกฝังกุศลมูลอย่างลึกซึ้งต่อพระพุทธเจ้าหาจำนวนมิได้มาแล้ว ได้ประพฤติพรหมจรรย์มานานแล้ว บรรดาพระโพธิสัตว์มหาสัตว์พึงประพฤติตามที่เธอกล่าว? พระมัญชุศรีทูลว่า ?ข้าพระองค์มิได้ปลูกฝังกุศลมูล มิได้ประพฤติพรหมจรรย์  เหตุไฉนนั้นฤๅ? เพราะหากข้าพระองค์ได้ปลูกฝังกุศลมูลแล้วไซร้ สรรพสัตว์ทั้งหลายก็ย่อมได้ปลูกฝังกุศลมูลด้วย หากข้าพระองค์ประพฤติพรหมจรรย์แล้วไซร้ สรรพสัตว์ทั้งหลายก็ย่อมได้ประพฤติพรหมจรรย์ด้วย เหตุไฉนนั้นฤๅ? เพราะสรรพสัตว์ทั้งหลายที่คือลักษณะแห่งพรหมจรรย์?


พ. ?เธอได้เห็น ได้บรรลุ ตามคำที่กล่าวนี้ได้อย่างไร? ม. ?ข้าพระองค์ไม่ได้เห็น ไม่ได้บรรลุ แลมิได้กล่าว ข้าแต่พระผู้มีพระภาค!  ข้าพระองค์มิเห็นความเป็นบุถุชน มิเห็นความเป็นผู้ต้องศึกษา(เสขะ) มิเห็นความเป็นผู้ไม่ต้องศึกษา(อเสขะ) มิเห็นความมิใช่เสขะ ความมิใช่อเสขะ เพราะไม่เห็นเป็นเหตุให้ไม่บรรลุถึง?


 


?????????????????????????????????????????????????????????


??????????????????????????????????????????????


??????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


เวลานั้น พระสารีบุตรได้กล่าวกะพระมัญชุศรีว่า ?ท่านได้เห็นพระพุทธะอยู่ฤๅไม่?? พระมัญชุศรีตอบพระสารีบุตรว่า ?ข้าพเจ้าไม่เห็นแม้ผู้เป็นสาวก และจะประสาใดที่ข้าพเจ้าจะเห็นพระพุทธะเล่า? เหตุไฉนนั้นฤๅ? เหตุเพราะการไม่เห็นสรรพธรรมนั้นแล จึงเป็นโพธิสัตว์?


พระสารีบุตรกล่าวว่า ?บัดนี้ท่านไม่แลเห็นธรรมทั้งปวงแน่หรือ?? พระมัญชุศรีตอบว่า ?พระคุณเจ้าผู้เป็นมหาภิกษุ ท่านหยุดเถิด มิต้องกล่าวอีก?


พระสารีบุตรกล่าวว่า ?แล้วการได้เป็นพระพุทธะนั้น เป็นคำกล่าวของผู้ใด?? พระมัญชุศรีตอบว่า ?อันพระพุทธะ หรือมิใช่พุทธะก็มิอาจเข้าถึง ไร้ซึ่งวาจา ไร้ซึ่งผู้กล่าว ดูก่อนท่านสารีบุตร ก็โพธินั้นแลไม่อาจกล่าวด้วยวจนะ แล้วจะประสาใดกับการจะมีพระพุทธะที่กล่าววาจาอีกเล่า? ยังมีอีก พระคุณเจ้าสารีบุตร ท่านกล่าวว่า ?ใครเป็นผู้กล่าวว่าคือพุทธะ?? คำนี้ไม่รวมไม่แยก ไม่เกิดไม่ดับ ไม่ไปไม่มา ไร้ซึ่งธรรมแม้ประการเดียวที่เป็นโยคะ ปราศจากอักษร ปราศจากประโยค พระคุณเจ้าสารีบุตร เมื่อปรารถนาได้พบพระพุทธะ ก็ศึกษาอย่างนี้เถิด?  


 


??????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


เวลานั้น พระสารีบุตรได้ทูลพระพุทธองค์ว่า ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค!  การกล่าวของพระมัญชุศรีนี้ โพธิสัตว์ผู้เกิดโพธิจิตยังไม่นานจักไม่อาจเข้าใจ? พระมัญชุศรีตอบว่า ?เป็นอย่างนั้นๆ พระคุณเจ้าสารีบุตร โพธิยังเข้าใจมิได้ แล้วผู้เกิดโพธิจิตยังไม่นานจะศึกษาได้อย่างไรเล่า?? พระสารีบุตรว่า ?พระพุทธตถาคตทั้งหลายมิได้ตรัสรู้ซึ่งธรรมธาตุ(ธรรมภาวะ) ฤๅหนอ?? พระมัญชุศรีตอบว่า ?ความเป็นพระพุทธะทั้งหลายนั้นยังไม่อาจเข้าถึงได้ แล้วจะมีพระพุทธะผู้ตรัสรู้ธรรมธาตุได้อย่างไรกัน? ท่านสารีบุตร ความเป็นธรรมธาตุนั้นก็ไม่อาจเข้าถึง แล้วจะมีธรรมธาตุให้พระพุทธะทั้งหลายตรัสรู้ได้อย่างไร? ท่านสารีบุตร ธรรมธาตุนั่นแลคือโพธิ โพธินั่นแลคือธรรมธาตุ เหตุไฉนนั้นฤๅ? เหตุเพราะสรรพธรรมไร้ซึ่งธาตุ พระคุณเจ้าสารีบุตร ธรรมธาตุแลพุทธวิสัยไม่ต่างกัน ความไม่ต่างกันนั้นแลก็คือการปราศจากผู้กระทำ ความปราศจากผู้กระทำนั่นแลก็คือความไม่ปรุงแต่ง(อสังขตะ) ความไม่ปรุงแต่งนั้นแลก็คือการไม่มีการกล่าว การไม่มีการกล่าวนั่นแลก็คือความไม่ได้มีอยู่?


 


?????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


พระสารีบุตรได้กล่าวกะพระมัญชุศรีว่า ?บรรดาธรรมธาตุแลพุทธวิสัย ล้วนไม่มีอยู่ฤๅหนอ? พระมัญชุศรีตอบว่า ?ไม่มีแลไม่ใช่ไม่มี เหตุไฉนนั้นฤๅ?  เหตุเพราะความมีกับความไม่มี ความมีลักษณะ ความไร้ลักษณะ นั้นมิได้ต่างกัน??


ส. ?ผู้ศึกษาอย่างนี้ จะได้บรรลุโพธิหรือไม่หนอ?? ม. ?อันการศึกษาอย่างนี้คือการไม่ได้ศึกษา มิได้ยังให้เกิดกุศลมรรค มิได้ยังให้ตกอบายภูมิ มิได้บรรลุโพธิ มิได้เข้าสู่นิพพาน เหตุไฉนนั้นฤๅ? ท่านสารีบุตร เหตุเพราะปัญญาปารมีเป็นศูนยตาอย่างที่สุด ก็ความเป็นศูนยตาอย่างที่สุด ก็ไร้ซึ่งความเป็นหนึ่ง สอง สาม สี่ ไร้ซึ่งการไปมา ไม่อาจนึกคิดเอาได้ พระคุณเจ้าสารีบุตร หากกล่าวว่า ตัวข้าพเจ้าได้บรรลุโพธิ ก็คือการกล่าวด้วยอัสมิมานะถือตนเป็นใหญ่ เหตุไฉนนั้นฤๅ? เหตุเพราะการไม่บรรลุก็คือการบรรลุ ผู้ที่มีอัสมิมานะถือตนเป็นใหญ่อย่างนี้ มิอาจรับทานที่บุคคลให้ด้วยศรัทธาได้ ผู้มีศรัทธามิควรถวายบูชา?       


 


??????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


พระสารีบุตรได้กล่าวกะพระมัญชุศรีว่า ?ท่านอาศัยสิ่งใด ในการกล่าวอย่างนี้??  พระมัญชุศรีตอบว่า ?ข้าพเจ้ามิได้อาศัยสิ่งใดในการกล่าวอย่างนี้ เหตุไฉนนั้นฤๅ? เหตุเพราะปัญญาปารมีกับสรรพธรรมนั้นเสมอกัน จะหาที่อาศัยตั้งอยู่ของธรรมมิได้ เหตุนี้จึงมีความเสมอกัน?


ส. ?ท่านมิได้ใช้ปัญญาญาณกำจัดกิเลสให้ขาดสิ้นฤาหนอ??   ม. ?แล้วอย่างนั้น ท่านคืออรหันต์ผู้สิ้นอาสวะแล้วหรือไม่เล่า?? ส. ?หามิได้? ม. ?ข้าพเจ้าก็มิได้ใช้ปัญญาญาณกำจัดกิเลสให้ขาดสิ้นเช่นกัน?  ส. ?ท่านอาศัยสิ่งใดในการกล่าวเช่นนี้หนอ ถึงมิได้มีความตระหนกหวาดกลัว??  ม. ?ข้าพเจ้ามิได้บรรลุสิ่งใด แล้วจะมีสิ่งใดทำให้ข้าพเจ้าเกิดความตระหนกหวาดกลัวเล่า?? ส. ?สาธุ ท่านมัญชุศรี โปรดกล่าวปัญญาปารมีอันคัมภีรภาพอย่างนี้โดยเร็วเถิด?


 


????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


สมัยนั้นพระพุทธองค์รับสั่งกับพระมัญชุศรีว่า ?ดูก่อนกุลบุตร มีโพธิสัตว์มหาสัตว์ ที่ตั้งอยู่ในโพธิจิต ที่ปรารถนาอนุตรสัมโพธิหรือไม่?? พระมัญชุศรีทูลว่า ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค!  มิได้มีโพธิสัตว์ผู้ดำรงอยู่ในโพธิจิตแล้วปรารถนาอนุตรสัมโพธิเลยพระเจ้าข้า เหตุไฉนนั้นฤๅ? โพธิจิตนั้นไม่อาจเข้าถึง อนุตรสัมโพธิก็ไม่อาจเข้าถึง อนันตริยบาปทั้งห้าก็คือโพธิภาวะ ทั้งไร้ซึ่งโพธิสัตว์ที่เกิดจิตแห่งอนันตริยะแล้วปรารถนาผลบาปแห่งอนันตริยะด้วย แล้วจะมีโพธิสัตว์ที่ตั้งอยู่ในโพธิจิตที่ปรารถนาอนุตรสัมโพธิได้อย่างไร? อันว่าโพธินั้นก็คือสรรพธรรม เหตุไฉนนั้นฤๅ? เพราะว่ารูป ความไม่ใช่รูปก็ไม่อาจเข้าถึงได้ จนถึงวิญญาณ ความไม่ใช่วิญญาณก็ไม่อาจเข้าถึง จักษุธาตุจนถึงธรรมธาตุก็ไม่อาจเข้าถึง ชาติคือความเกิดไม่อาจเข้าถึง จนถึงชรา มรณะก็ไม่อาจเข้าถึงได้ ทานปารมีไม่อาจเข้าถึง จนถึงปัญญาปารมีก็ไม่อาจเข้าถึง พุทธทศพละไม่อาจเข้าถึง จนถึงอาเวณิกพุทธธรรมทั้งสิบแปดก็ไม่อาจเข้าถึงได้ โพธิจิต อนุตรสัมโพธิล้วนไม่อาจเข้าถึงได้ ก็ความไม่อาจเข้าถึงสิ่งที่เข้าถึงไม่ได้ ก็ยังเข้าถึงไม่ได้ เหตุนี้แล ข้าแต่พระผู้มีพระภาค!  พระโพธิสัตว์ที่ตั้งอยู่ในโพธิจิต ที่ปรารถนาอนุตรสัมโพธิจึงไม่มี?


 


???????????????????????????????????????????????????????????????


?????????????????????????????????????????????????


?????????????????????????????????????????????????????????


มีพระพุทธดำรัสกับพระมัญชุศรีว่า ?มติของเธอว่าพระตถาคตเป็นครูของเธอหรือไม่? พระมัญชุศรีตอบทูลถวายว่า ?ข้าพระองค์ ไร้ซึ่งมติว่าพระพุทธะเป็นครูของข้าพระองค์ เหตุไฉนนั้นฤๅ? ตัวข้าพระองค์เองนั้นยังหาเข้าถึงมิได้ แล้วจะมีมติว่าพระพุทธะเป็นครูได้อย่างไร??


พ. ?เธอสงสัยในเราหรือไม่?? ม. ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค!  ข้าพระองค์เองยังหาความแน่นอนมิได้ แล้วจะประสาใดกับความสงสัยเล่า? เหตุไฉนนั้นฤๅ? เหตุเพราะมีความแน่นอนอยู่ก่อน ภายหลังจึงเคลือบแคลง?  


พ. ?เธอกล่าวโดยไม่แน่ใจ ว่าพระตถาคตได้อุบัติขึ้นหรือกระไร?? ม. ?หากพระตถาคตทรงอุบัติขึ้น ธรรมธาตุก็พึงอุบัติขึ้นเช่นกัน เหตุไฉนนั้นฤๅ? เหตุเพราะธรรมธาตุก็ดี พระตถาคตก็ดี เป็นเอกลักษณะ มิเป็นทวิลักษณะ เหตุเพราะไม่อาจเข้าถึงซึ่งความเป็นสอง?


 


???????????????????????????????????????????


?????????????????????????????????????????????


พ. ?ดูก่อนมัญชุศรี เธอเชื่อว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายเข้านิพพานหรือไม่??  ม. ?พระพุทธเจ้าก็คือนิพพานลักษณะ (ลักษณะแห่งความดับสนิทกิเลสไม่กำเริบอีก เย็นเพราะไม่ร้อนเพราะกิเลสทั้งปวง) อันนิพพานลักษณะนั้นก็มิได้มีการเข้า แลมิได้มีการไม่เข้า?


พ. ?เธอว่าพระพุทธเจ้าทั้งปวงมีการย้อนกลับหรือไม่? ม. ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! การไม่ย้อนกลับนั้นก็ไม่อาจเข้าถึง แล้วจักประสาใดกับการจะเข้าถึงการย้อนกลับได้เล่า?? 


 


??????????????????????????????????????????????????????????????????????????


??????????????????????????????????????????????????????????


????????????????????????????????????????


พ. ?พระตถาคตไร้จิต จะกล่าวคำนี้ก็แต่เฉพาะเบื้องหน้าพระตถาคต หรือพระอรหันต์ผู้สิ้นอาสวะกับพระโพธิสัตว์ผู้ไม่ย้อนกลับเท่านั้น หากบุคคลอื่นๆได้ยินคำนี้แล้วย่อมไม่เชื่อถือ จะตระหนกหวั่นใจและสงสัย เหตุไฉนนั้นฤๅ? เหตุเพราะปัญญาปารมีอันลึกซึ้งคัมภีรภาพนี้ ศรัทธาได้โดยยาก เข้าใจได้โดยยาก?   


ม. ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! แล้วยังจะมีผู้ใดที่สามารถน้อมใจเชื่อธรรมที่แยบคายนี้เล่า พระเจ้าข้า?? พ. ?บุถุชนทั้งปวงก็สามารถศรัทธาต่อธรรมนี้ เหตุไฉนนั้นฤๅ?  เหตุเพราะตถาคตไร้จิต บุถุชนทั้งหลายก็ไร้จิตเช่นกัน?


ม. ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! เหตุใดฤๅหนอจึงทรงแสดงธรรมเช่นนี้? โพธิสัตว์ผู้เกิดโพธิจิตยังไม่นานและอรหันตสาวกล้วนจะมีความสงสัย ขอพระองค์โปรดประทานอธิบายด้วยเถิด พระเจ้าข้า? 


 


?????????????????????????????????????????????????????????????????


???????????????????????????????????????????????????


??????????????????????????????????????????????????????????????????????


???????????????????????????????????????????????????????????????????????????


มีพระพุทธดำรัสกับพระมัญชุศรีว่า ?ความเป็นอย่างนั้น ลักษณะที่จริงแท้ สภาวะแห่งธรรม ที่ตั้งแห่งธรรม ฐานะแห่งธรรม ในความจริงแล้ว มีความแตกต่างของพุทธะและบุถุชนหรือไม่?? พระมัญชุศรีทูลตอบว่า ?หามิได้ พระเจ้าข้า? ตรัสว่า ?หากไม่มีความแตกต่าง แล้วเหตุใดจึงเกิดความสงสัย??


ม. ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! ในความไม่แตกต่าง มีพุทธะ มีบุถุชนหรือไม่เล่า พระเจ้าข้า??  พ. ?มีอยู่ เหตุไฉนนั้นฤๅ?  เหตุเพราะพุทธะแลบุถุชน มิเป็นสอง มิแตกต่าง เป็นลักษณะเดียว แลไร้ซึ่งลักษณะ?


พ. ?เธอเชื่อว่าตถาคตประเสริฐสุดในหมู่สรรพสัตว์ทั้งปวงหรือไม่?? ม. ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! ข้าพระองค์เชื่อว่าพระตถาคตประเสริฐสุดในหมู่สรรพสัตว์ทั้งปวง ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! หากข้าพระองค์เชื่อว่าพระตถาคตประเสริฐสุดในหมู่สรรพสัตว์ทั้งปวงแล้วไซร้ พระตถาคตย่อมไม่ได้ประเสริฐสุด?


พ. ?เธอเชื่อว่าตถาคตสำเร็จอจินไตยธรรมทั้งปวงหรือไม่? ม. ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! ข้าพระองค์เชื่อว่าพระตถาคตสำเร็จอจินไตยธรรมทั้งปวง ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! หากข้าพระองค์เชื่อว่าพระตถาคตสำเร็จอจินไตยธรรมทั้งปวงแล้วไซร้ พระตถาคตย่อมเป็นผู้ที่สามารถคาดเดาได้ (ไม่เป็นอจินไตย)?


 


??????????????????????????????????????????????????????????????????


????????????????????????????????????????????????????????


???????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


มีพระพุทธดำรัสกับพระมัญชุศรีว่า ?เธอเชื่อว่าพระสาวกทั้งหลายได้รับการสั่งสอนจากตถาคตหรือไม่??  พระมัญชุศรีทูลตอบว่า ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! ข้าพระองค์เชื่อว่าพระสาวกทั้งหลายได้รับการสั่งสอนจากตถาคต พระผู้มีพระภาค! หากข้าพระองค์เชื่อว่าพระสาวกทั้งหลายได้รับการสั่งสอนจากตถาคตแล้วไซร้ ธรรมธาตุก็ย่อมได้รับการสั่งสอนด้วย?


พ. ?เธอเชื่อว่าตถาคตเป็นบุญเกษตรที่ไม่มีสิ่งใดสูงไปกว่าหรือไม่?? ม. ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! ข้าพระองค์เชื่อว่าพระตถาคตเป็นบุญเกษตรที่ไม่มีสิ่งใดสูงไปกว่า  พระผู้มีพระภาค! หากข้าพระองค์เชื่อว่าพระตถาคตเป็นบุญเกษตรที่ไม่มีสิ่งใดสูงไปกว่าแล้วไซร้ พระตถาคตเจ้าย่อมมิใช่บุญเกษตร?


พ. ?เธออาศัยสิ่งใดจึงตอบเราอย่างนี้?? ม. ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! ข้าพระองค์มิได้อาศัยสิ่งใดในการตอบพระองค์ พระผู้มีพระภาค! ก็ในความที่ไม่ได้อาศัยสิ่งใด จึงไม่ใช่ความประเสริฐ หรือไม่ใช่ความไม่ประเสริฐ ไม่ใช่การคาดคิดได้ หรือไม่ใช่คาดคิดไม่ได้ ไร้ซึ่งการสั่งสอน ไร้ซึ่งการไม่สั่งสอน มิได้เป็นบุญเกษตร มิได้เป็นทั้งความไม่ใช่บุญเกษตรด้วย?   


 


?????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


??????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


????????????????????????????


???????????????????????????????


????????????????????????????????????????????????????????????


 


เวลานั้น ด้วยพระพุทธานุภาพบันดาลให้พื้นปฐพีสั่นไหวหกลักษณะ บรรดาภิกษุจำนวนหนึ่งหมื่นหกพันรูป ได้อาศัยความที่ไม่อาจยึดถือซึ่งสิ่งใดๆ จิตจึงได้บรรลุถึงความหลุดพ้น บรรดาภิกษุณีจำนวนเจ็ดร้อยรูป อุบาสกจำนวนสามพัน อุบาสิกาจำนวนสี่หมื่น ก็ได้ไกลจากธุลีคือกิเลส ได้ห่างจากมลทินแล้วบรรลุถึงธรรมจักษุที่บริสุทธิ์ หมู่เทวนิกรจำนวนนับได้หกหมื่นโกฏินยุตะ ก็ได้ไกลจากธุลีคือกิเลส ได้ห่างจากมลทินแล้วบรรลุถึงธรรมจักษุที่บริสุทธิ์


บัดนั้น ท่านอาวุโสอานนท์ ได้ลุกขึ้นจากอาสนะ ลดผ้าอุตราสงค์ที่บ่าขวาลงแล้วคุกเข่าด้านขวาจรดแผ่นดิน พนมกรด้วยความเคารพแล้วกราบทูลพระพุทธบรมศาสดาว่า ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! ด้วยเหตุใด ด้วยปัจจัยใดปฐพีนี้ จึงสั่นสะเทือนมากยิ่งขนาดนี้ พระเจ้าข้า??  เมื่อนั้นมีพระพุทธดำรัสตอบว่า ?ก็การกล่าวปัญญาปารมีนี้ อันพระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีตบรรพกาลที่เนิ่นนานมาแล้ว ก็ล้วนได้แสดงธรรมนี้ยังที่สถานที่แห่งนี้ เพราะเหตุปัจจัยอย่างนี้แลแผ่นดินจึงสั่นสะเทือน?


สมัยนั้น ท่านอาวุโสสารีบุตร ได้ทูลพระพุทธองค์ว่า ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! พระมัญชุศรีนี้ ได้กล่าวสิ่งที่เป็นอจินไตย(สิ่งที่ไม่อาจคาดคิดเอาได้)?


แล้วทรงมีพุทธดำรัสกับพระมัญชุศรีว่า ?เป็นดั่งที่สารีบุตรกล่าวแล้ว พระมัญชุศรีนี้ ได้กล่าวสิ่งที่เป็นอจินไตย?


พระมัญชุศรีทูลพระพุทธองค์ว่า ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! หากเป็นอจินไตยก็ย่อมจักกล่าวแสดงมิได้ หากยังสามารถกล่าวแสดงได้ก็เป็นสิ่งที่สามารถคาดคิดเอาได้ (ไม่เป็นอจินไตย) อันความเป็นอจินไตยนั้นก็ไม่ได้มี บรรดาสำเนียงเสียงทั้งปวงนั้นก็เป็นอจินไตย ความเป็นอจินไตยนั้นก็ไร้ซึ่งสำเนียงเสียงใดๆ?


 


????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


            ???????????????????????????????????????????????????????????????????????????


            ?????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


            มีพุทธดำรัสว่า ?เธอได้เข้าสู่อจินไตยสมาธิหรือไม่?? พระมัญชุศรีทูลว่า ?หามิได้พระเจ้าข้า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! ข้าพระองค์ก็เป็นอจินไตย มิได้เห็นว่ามีจิตที่จะคาดคิดเอาได้อยู่ แล้วจะกล่าวว่าได้เข้าถึงอจินไตยสมาธิได้อย่างไร? ข้าพระองค์แต่เริ่มเกิดโพธิจิตมาก็ปรารถนาเข้าสู่ความว่างอย่างนี้ ทำให้บัดนี้คิดได้ว่า ที่แท้แล้วนั้นไร้ซึ่งลักษณะของจิตแล้วจึงได้เข้าสู่สมาธิ อุปมาบุคคลที่ศึกษาการยิงศร เมื่อฝึกฝนมานานจึงย่อมสามารถ เพราะอาศัยเหตุที่ได้ฝึกฝนมานาน จึงแผงศรได้ตามหมาย ข้าพระองค์ก็เช่นนี้ ที่นับแต่เริ่มเกิดโพธิจิตก็ได้มีจิตแน่วแน่อยู่สถานเดียวซึ่งปัจจัย(แห่งปัญญา)อย่างนี้ หากได้ศึกษามานานแลสำเร็จแล้ว ก็จะไร้ซึ่งสัญญาแห่งจิต ตั้งมั่นพร้อมอยู่เป็นนิตย์?


          พระสารีบุตรกล่าวกะพระมัญชุศรีว่า ?แล้วยังมีสิ่งใดที่วิเศษอัศจรรย์ไปกว่านิโรธสมาธิ (สมาธิที่ดับสนิทโดยรอบ)นี้อีกหรือไม่หนอ?? พระมัญชุศรีตอบว่า ?ถ้าหากมีอจินไตยสมาธิอยู่แล้ว ท่านพึงกล่าวว่า ?แล้วยังมีนิโรธสมาธิอีกหรือไม่?? ตามความเข้าใจของข้าพเจ้านั้น อจินไตยมิอาจเข้าถึงได้ แล้วจะมาถามข้าพเจ้าถึงนิโรธสมาธิได้อย่างไรเล่า??        


            พระสารีบุตรกล่าวว่า ?อจินไตยสมาธิมิอาจเข้าถึงได้ฤๅหนอ?? พระมัญชุศรีตอบว่า ?จินตสมาธิ(คือสมาธิที่คาดคิดเอาได้ ตรงข้ามกับ อจินไตยสมาธิ) มีรูปลักษณะให้เข้าถึงได้ แต่อจินไตยสมาธินั้นไร้ซึ่งลักษณะให้เข้าถึง สรรพสัตว์ทั้งหลายที่แท้ก็ได้สำเร็จอจินไตยสมาธิมาแล้ว  เหตุไฉนนั้นฤๅ?  เหตุเพราะจิตลักษณะทั้งปวงนั้นหาใช่จิตไม่ จึงได้ชื่อว่าอจินไตยสมาธิ เหตุนี้แลสรรพสัตวลักษณะ กับ อจินไตยสมาธิลักษณะ จึงเสมือนกันมิแตกต่าง?


 


????????????????????????????????????????????????????


??????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญพระมัญชุศรีว่า ?สาธุๆ เธอได้ปลูกฝังกุศลมูลและประพฤติพรหมจรรย์ต่อพระพุทธเจ้าทั้งหลายมานานแล้ว จึงสามารถกล่าวแสดงสมาธิที่คัมภีรภาพได้ บัดนี้เธอยังตั้งอยู่ในปัญญาปารมีอย่างนี้?


พระมัญชุศรีทูลว่า ?หากข้าพระองค์ได้ตั้งอยู่ในปัญญาปารมีก็จะกล่าวได้อย่างนี้ว่า เป็นภวสัญญา (ความจำได้หมายรู้ในการเกิด,การมี,ภพ) ทำให้ยิ่งตั้งอยู่ในอัตตสัญญา (ความจำได้หมายรู้ในตัวตน) หากตั้งอยู่ในภวสัญญาและอัตตสัญญาแล้วไซร้ ปัญญาปารมีก็ยิ่งมีสถานที่ให้ตั้งอยู่ ก็ปัญญาปารมีหากได้ตั้งอยู่ในความไม่มีด้วยแล้ว ก็คือการได้ตั้งอยู่ในอัตตสัญญาด้วย จะได้ชื่อว่า อายตนะ[8] แต่เมื่อไกลจากสองสิ่งนี้ (คือภวสัญญาและอัตตสัญญา) จึงจะดำรงอยู่ในการไม่ได้ตั้งอยู่ ดุจที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายได้ตั้งอยู่ในความดับสนิท อันหาใช่วิสัยของความนึกคิด (จินตะ) ไม่ ความอจินไตยอย่างนี้จึงชื่อว่า ที่ตั้งแห่งปัญญาปารมี อันปัญญาปารมีก็คือธรรมทั้งปวงที่ไร้ลักษณะ ธรรมทั้งปวงที่ไร้ซึ่งผู้กระทำ ปัญญาปารมีก็คืออจินไตย อจินไตยก็คือธรรมธาตุ ธรรมธาตุก็คืออนิมิต[9] อนิมิตก็คือปัญญาปารมีธาตุ ปัญญาปารมีธาตุก็คืออจินไตยธาตุ อจินไตยธาตุก็คือธาตุแห่งการไม่เกิดไม่ดับ ก็ธาตุแห่งการไม่เกิดไม่ดับก็คืออจินไตยธาตุ?


 


??????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


พระมัญชุศรีทูลว่า ?ตถาคตธาตุและอัตตธาตุ (คือธาตุของตนเอง หมายถึงพระมัญชุศรี) ก็ไร้ทวิลักษณ์[10]อันผู้ประพฤติปัญญาปารมีอย่างนี้ย่อมมิได้ปรารถนาโพธิ เหตุไฉนนั้นฤๅ?  เหตุเพราะโพธินั้นไกลจากลักษณะจึงจะเป็นปัญญาปารมี ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! หากรู้ว่าอัตตลักษณ์นั้นก็ไม่อาจยึดมั่น การไม่ได้รู้และการไม่ยึดมั่นพันผูกอย่างนั่นแลคือการรู้ของพระพุทธะ ก็อจินไตยนั้นแลมิอาจล่วงรู้ได้ มิอาจยึดมั่นพันผูกจึงจะเป็นการรู้ของพระพุทธะ เหตุไฉนนั้นฤๅ?  การรู้ว่าสังขารภาวะแต่เดิมมิได้มีลักษณะ แล้วจะเปลี่ยนแปรเป็นธรรมธาตุได้อย่างไรเล่า??  หากรู้ว่าภาวะแต่เดิมไร้ซึ่งสังขาร ไร้ซึ่งการยึดมั่นพันผูกก็จะได้ชื่อว่าปราศจากซึ่งสิ่งใดๆ หากไม่มีสิ่งใดๆ ก็คือการไร้สถานที่ตั้งอยู่ ไร้ที่อาศัย ไร้ที่ตั้ง ก็การปราศจากที่อาศัยและที่ตั้งอยู่ก็คือการไม่เกิดไม่ดับ การไม่เกิดไม่ดับก็คือกุศลของสังขตะ(คือกุศลที่ยังมีการปรุงแต่งอยู่) หากรู้อย่างนี้ย่อมปราศจากสัญญาแห่งจิต (คือจิตไม่ทำหน้าที่จำได้หมายรู้เพื่อปรุงแต่งอีกต่อไป) เมื่อปราศจากสัญญาแห่งจิตแล้วจะรู้จักกุศลแห่งสังขตะและอสังขตะได้อย่างไรเล่า? การไม่อาจรู้ได้นั่นแลคืออจินไตย อจินไตยคือสิ่งที่พระพุทธะรู้ ทั้งไม่อาจยึดมั่นและไม่อาจไม่ยึดมั่น มิเห็นว่ากาลทั้งสาม(อดีต ปัจจุบัน อนาคต)มีลักษณะแห่งการไปและการมา ไม่ยึดมั่นในการเกิดดับและการก่อเกิดใดๆทั้งปวง อีกไม่ขาดสิ้นไม่เป็นนิรันดร์ อันผู้ที่รู้อย่างนี้ จะชื่อว่าสัมมาปัญญา อจินไตยปัญญา อุปมาอากาศที่มิใช่นี้แลมิใช่นั้น มิอาจนำมาเปรียบกับสิ่งใด ปราศจากความดีความชั่ว แลไร้ซึ่งลักษณะไร้ซึ่งรูปร่าง?


 


???????????????????


??????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


???????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


??????????????????????????


มีพุทธบรรหารกับพระมัญชุศรีว่า ?หากรู้อย่างนี้ จึงได้ชื่อว่า ปัญญาที่ไม่เสื่อมถอย? พระมัญชุศรีทูลว่า ?ปัญญาที่ไร้ซึ่งผู้กระทำจึงจะได้ชื่อว่า ปัญญาที่ไม่เสื่อมถอย อุปมาแท่งทองคำที่ต้องทุบก่อนจึงจะรู้ว่าดีเลวอย่างไร หากไม่ทุบก็มิอาจทราบได้ฉันใด ลักษณะของปัญญาที่ไม่เสื่อมถอยก็ฉันนั้น เมื่อจักประพฤติในวิสัยนี้ มิต้องระลึก มิต้องยึดมั่นพันผูก มิต้องให้เกิดขึ้น มิต้องกระทำ มิเคลื่อนไหวโดยสมบูรณ์ มิเกิด มิดับ แล้วจึงจักปรากฏขึ้นมาได้?    


พ. ?พระตถาคตทั้งหลายเมื่อกล่าวปัญญาของตน ด้วยตนเอง แล้วผู้ใดเล่าจะสามารถน้อมใจเชื่อได้??  


ม. ?ก็ปัญญาอย่างนี้แลที่มิใช่นิพพานธรรม มิใช่สังสารวัฏธรรม เป็นนิโรธจริยา มิได้ตัดสิ้นจากความโลภ โกรธ หลง แลทั้งมิใช่การไม่ตัดสิ้นด้วย เหตุไฉนนั้นฤๅ? ก็การไม่สิ้นสุด ไม่ดับ ไม่ไกลจากสังสารวัฏ แลทั้งมิใช่ไม่ไกล(จากสังสารวัฏ)ด้วย(คือไกลก็ไม่ใช่ ใกล้ก็ไม่ใช่) การไม่ไกลจากการประพฤติธรรม ก็มิใช่ว่าจะไกลจากการไม่ประพฤติธรรม(คือประพฤติก็ไม่ใช่ ไม่ประพฤติก็ไม่ใช่) ผู้ที่เข้าใจอย่างนี้จึงชื่อว่า สัมมาศรัทธา?           


พ. ?สาธุๆ เป็นตามที่เธอกล่าวเป็นอรรถะที่คัมภีรภาพยิ่งนัก?


 


?????????????????????????????????


?????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


สมัยนั้นท่านอาวุโสมหากัสสปะ ทูลพระพุทธองค์ว่า ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! ในอนาคตจะมีผู้สามารถน้อมใจเชื่อในธรรมที่ลึกซึ้งนี้หรือไม่ ผู้ใดจะยินดีในการได้สดับธรรมนี้พระเจ้าข้า??


พ. ?ก็ในวันนี้มีบริษัททั้งสี่ คือภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ในอนาคตผู้ที่สามารถน้อมใจเชื่อต่อธรรมนี้ ได้ยินการกล่าวแสดงปัญญาปารมีอันลึกซึ้งนี้ แล้วรู้ว่าอันธรรมนี้แหละ แล้วปรารถนาในธรรมนี้ ดูก่อนกัสสปะ!  อุปมาคหบดีหรือบุตรของคหบดี ที่ได้สูญเสียแก้วมหารัตนะไปดวงหนึ่ง อันมีค่าเสมอด้วยทองคำหมื่นโกฏิชั่ง เกิดความทุกข์โศกอย่างใหญ่หลวง มาบัดนี้ได้กลับคืนมาอีกก็เกิดปีติโสมนัสอย่างใหญ่หลวง ความทุกข์โศกล้วนสิ้นไป เป็นอย่างนี้แล กัสสปะ!  ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาในอนาคต ที่ได้ยินปัญญาปารมิตาสูตรที่คัมภีรภาพลึกซึ้งเป็นที่สุดนี้ พร้อมกับเกิดปัญญา เมื่อได้ยินแล้วก็เกิดโสมนัส จิตบรรลุถึงความผาสุก มิเกิดความทุกข์โศกขึ้นอีก แล้วยังจะมีมนสิการอย่างนี้อีกว่า ?บัดนี้พวกเราได้พบพระตถาคตแล้ว ได้สักการะพระตถาคตแล้ว เพราะเหตุใดนั้นฤๅ? ก็เพราะว่าได้สดับปารมีทั้งหกที่สุขุมคัมภีรภาพประเสริฐยิ่งอย่างนี้?   


 


?????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


?????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


??????????????????????????????????????????????????????


พ. ?ดูก่อนกัสสปะ!  อุปมาตรัยตรึงส์เทพที่ได้เห็นต้นปาริฉัตรเริ่มผุดขึ้น จักมีมนสิการว่า ?หน่อนี้ไม่นานจักผลิดอกแน่นอน? ฉันใด กัสสปะ!  ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ที่ได้ฟังปัญญาปารมีธรรมนี้ จิตจึงโสมนัสได้ฉันนั้น ตถาคตจะยังให้(สรรพสัตว์)ในอนาคตได้ฟังธรรมนี้อย่างแน่นอน ดูก่อนกัสสปะ! ปัญญาปารมีที่คัมภีรภาพนี้ เมื่อตถาคตนิพพานแล้ว พึงยังให้คงอยู่มิสิ้นไป ให้แพร่หลายไปในสถานที่ทั้งปวง  กัสสปะ! เหตุเพราะพุทธานุภาพจะยังให้ กุลบุตร กุลธิดาในอนาคตได้รับฟังปัญญาปารมีอันลึกซึ้งนี้?


 


?????????????????????????????????????????


??????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


สมัยนั้น พระมัญชุศรีได้ทูลพระพุทธองค์ว่า ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! อันธรรมนี้ปราศจากการเป็นไป ทั้งไร้ซึ่งลักษณะ แล้วพระองค์ตรัสว่ามีลักษณะแห่งการเป็นไปได้อย่างไรเล่าพระเจ้าข้า??


มีพระพุทธดำรัสกะพระมัญชุศรีว่า ?เมื่อกาลก่อนที่ตถาคตประพฤติโพธิสัตวจริยา ได้บำเพ็ญกุศลมูลทั้งปวง เพื่อหมายตั้งอยู่ในภูมิแห่งเอกชาติปฏิพันธ์[11]จึงศึกษาปัญญาปารมี เพื่อปรารถนาสำเร็จพระอนุตรสัมมาสัมโพธิจึงศึกษาปัญญาปารมี หากกุลบุตร กุลธิดาปรารถนาเข้าใจธรรมลักษณะทั้งปวง ปรารถนาล่วงรู้จิตธาตุของสรรพสัตว์ทั้งหลายก็ล้วนเสมือนกัน ที่ต้องศึกษาปัญญาปารมี?


 


???????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


?ดูก่อนมัญชุศรี?เมื่อปรารถนาศึกษาพุทธธรรมทั้งปวงด้วยความสมบูรณ์ไม่ติดขัด พึงต้องศึกษาปัญญาปารมี เมื่อปรารถนาศึกษามงคลลักษณะ อิริยาบถและวิธีต่างๆไม่มีประมาณที่ยังให้พระพุทธเจ้าทั้งหลายได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิพึงศึกษาปัญญาปารมี เมื่อปรารถนาล่วงรู้วิธีและอิริยาบถทั้งปวงที่ยังให้พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่ได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิพึงศึกษาปัญญาปารมี เพราะเหตุใดนั้นฤๅ? ก็เพราะว่าในศูนยตาธรรมนี้มิได้พบว่ามีพุทธโพธิทั้งปวง หากกุลบุตร กุลธิดาปรารถนาเสมอด้วยลักษณะอย่างนี้ด้วยความไม่เคลือบแคลงพึงศึกษาปัญญาปารมี เหตุใดนั้นฤๅ? เพราะปัญญาปารมีไม่เห็นว่าธรรมทั้งปวงมีเกิด ดับ มลทิน บริสุทธิ์ เหตุนี้กุลบุตร กุลธิดาพึงศึกษาปัญญาปารมีอยู่อย่างนี้ เมื่อปรารถนาล่วงรู้สรรพธรรมอันไร้ซึ่งลักษณะแห่งอดีต อนาคตแลปัจจุบันแล้วไซร้พึงศึกษาปัญญาปารมี เหตุใดนั้นฤๅ? เพราะสภาวะลักษณะของธรรมธาตุไร้ซึ่งอดีต อนาคตแลปัจจุบัน เมื่อปรารถนาล่วงรู้สรรพธรรมแล้วเข้าสู่ความเสมอกับธรรมธาตุ มีจิตไม่ข้องขัดแล้วไซร้พึงศึกษาปัญญาปารมี เมื่อปรารถนาบรรลุถึงการหมุนธรรมจักรทั้งสามครั้งสิบสองคราว[12] อีกตนเองก็ได้บรรลุแลไม่ยึดมั่นพันผูกด้วยก็พึงศึกษาปัญญาปารมี เมื่อปรารถนาให้เมตตาจิตแผ่ไปในหมู่สัตว์ทั้งปวงโดยไม่มีขอบเขตประมาณ ทั้งจะไม่ทำความระลึกว่ามีสรรพสัตวลักษณะพึงศึกษาปัญญาปารมี เมื่อปรารถนาบรรลุถึงความไม่เกิดการโต้แย้งในอรรถะในหมู่สัตว์ทั้งปวง ทั้งจะไม่ยึดมั่นในลักษณะที่ไม่โต้แย้งนั่นด้วยพึงศึกษาปัญญาปารมี เมื่อปรารถนาล่วงรู้ฐานะและมิใช่ฐานะ[13] ทศพละ เวสารัชชะ แล้วตั้งอยู่ในพุทธปัญญาญาณบรรลุถึงปฏิภาณที่ไม่ติดขัดพึงศึกษาปัญญาปารมี?    


 


???????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


เวลานั้น พระมัญชุศรีทูลพระพุทธองค์ว่า ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! ข้าพระองค์พิจารณาพระสัทธรรมว่าไร้ซึ่งการปรุงแต่ง ไร้ซึ่งลักษณะ ไม่มีการเข้าถึง ไม่มีประโยชน์ ไม่เกิดไม่ดับ ไม่ไปไม่มา ไร้ซึ่งผู้รู้ ไร้ซึ่งผู้เห็น ไร้ซึ่งผู้กระทำ มิได้พบเห็นแม้ปัญญาปารมี แลมิได้พบเห็นแม้วิสัยแห่งปัญญาปารมี จะบรรลุก็มิใช่ จะไม่บรรลุก็มิใช่ ไม่ใช่การกล่าววาจาหยอกเย้ามากสำนวน ไร้ซึ่งการแบ่งแยก สรรพธรรมไม่มีสิ้นสุดไกลจากความสิ้นสุด ไร้ซึ่งบุถุชนธรรม ไร้ซึ่งสาวกธรรม ไร้ซึ่งปัจเจกพุทธธรรม ไร้ซึ่งพุทธธรรม จะเข้าถึงก็มิใช่ จะไม่เข้าถึงก็มิใช่ มิได้วางเฉยในสังสารวัฏ มิได้บรรลุพระนิพพาน จะคาดคิดได้ก็มิใช่ จะเป็นอจินไตยคาดคิดไม่ได้ก็มิใช่เช่นกัน มิใช่การกระทำ มิใช่การไม่กระทำ ลักษณะแห่งธรรมเป็นอย่างนี้ จึงไม่ทราบว่าจะศึกษาปัญญาปารมีอย่างไรหนอ??      


พระพุทธองค์รับสั่งกะพระมัญชุศรีว่า ?หากสามารถรู้ว่าธรรมลักษณะทั้งปวงเป็นอย่างนี้ จึงชื่อว่าศึกษาปัญญาปารมี พระโพธิสัตว์มหาสัตว์หากปรารถนาศึกษาโพธิศวรสมาธิ [14]ที่เมื่อบรรลุสมาธินี้แล้ว จะสามารถส่องเห็นพุทธธรรมที่ลึกซึ้งทั้งปวง และรู้จักนามของพระพุทธเจ้าทั้งปวง อีกทั้งได้แทงตลอดซึ่งพุทธเกษตรทั้งปวงโดยไร้อุปสรรค ก็โดยการศึกษาปัญญาปารมีตามที่มัญชุศรีกล่าวนี้แล?


 


????????????????????


??????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


พระมัญชุศรีทูลว่า ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! เหตุใดหนอจึงได้ชื่อว่าปัญญาปารมี??


ตรัสว่า ?ปัญญาปารมี ไร้ขอบเขตไม่มีประมาณ ไร้นาม ไร้ลักษณะ ไม่ใช่การคิดหยั่งเอาได้ ปราศจากที่พึ่งพิงอาศัย ปราศจากแกะแก่ง ไร้ความผิด ไร้บุญ ปราศจากความมืด ปราศจากความสว่าง ดุจธรรมธาตุที่ไม่ได้แบ่งแยกทั้งจะนับหาขอบเขตมิได้ จึงมีชื่อว่าปัญญาปารมี ทั้งมีชื่อว่าวัตรแห่งโพธิสัตว์มหาสัตว์ อันจะเป็นจริยาวัตรก็มิใช่ มิได้เป็นจริยาวัตรก็มิใช่ ซึ่งล้วนเข้าสู่ยานเดียว จึงได้ชื่อว่า การไม่ใช่จริยาวัตร เหตุไฉนนั้นฤๅ? เหตุเพราะไม่มีการระลึก ไม่มีการกระทำ จึงเป็นมารดาแห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง เหตุเพราะเป็นที่กำเนิดของพระพุทธเจ้าทั้งปวง เหตุไฉนนั้นฤๅ? เหตุเพราะไร้ซึ่งการเกิด?    


 


???????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


พ. ?เหตุนี้แล มัญชุศรี หากกุลบุตร กุลธิดา ที่ปรารถนาประพฤติโพธิสัตวจริยาให้สมบูรณ์ด้วยปารมีทั้งปวงพึงศึกษาปัญญาปารมีนี้ หากปรารถนานั่งบนธรรมบัลลังก์สำเร็จพระอนุตรสัมโพธิพึงศึกษาปัญญาปารมีนี้ หากปรารถนาใช้มหาเมตตามหากรุณาปกแผ่ไปทั่วในหมู่สัตว์ทั้งปวงพึงศึกษาปัญญาปารมีนี้ หากปรารถนาบังเกิดสมาธิและอุปายะพึงศึกษาปัญญาปารมีนี้ หากปรารถนาบรรลุสมาบัติทั้งปวงพึงศึกษาปัญญาปารมีนี้ ด้วยเหตุไฉนนั้นฤๅ? ก็เพราะบรรดาสมาธิมิได้ปรุงแต่ง หากปรารถนาแลยินดีล่วงรู้อย่างนี้พึงศึกษาปัญญาปารมีนี้ สรรพสัตว์ทั้งปวงเหตุเพื่อโพธิญาณจึงบำเพ็ญโพธิมรรค แต่ที่แท้แล้วก็ไร้ซึ่งสรรพสัตว์ไร้ซึ่งโพธิ หากบุคคลปรารถนาศรัทธายินดีในธรรมนี้พึงศึกษาปัญญาปารมีนี้ เหตุไฉนนั้นฤๅ? เพราะสรรพธรรมก็เป็นตถตาคือเป็นจริงอยู่อย่างนั้นเสมือนโพธินั้นแล มิใช่ความเป็นไปของสรรพสัตว์(การปฏิบัติของสรรพสัตว์) มิใช่การวางเฉยสวภาวะ[15] ก็ความเป็นไปของสรรพสัตว์นั้นคือความไม่ได้เป็นไป(ความไม่ได้ปฏิบัติ) ความไม่ได้เป็นไปนั้นก็คือโพธิ โพธินั้นคือธรรมธาตุ หากปรารถนาไม่ถูกเคลือบย้อมพันผูกด้วยธรรมนี้พึงศึกษาปัญญาปารมี?


 


????????????????????????????????????????????????????????????????????????


??????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


          พ. ?ดูก่อนมัญชุศรี! หากภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา หากจดจำปัญญาปารมี หนึ่งประโยคหรือสี่บาทแล้วกล่าวแสดงต่อผู้อื่น ตถาคตกล่าวว่าผู้นี้จักไม่เสื่อมตกจากธรรม แล้วจะประสาใดกับการประพฤติปฏิบัติด้วยความเป็นตถตาคือเป็นจริงอยู่อย่างนั้น พึงทราบว่ากุลบุตร กุลธิดานั้นได้ตั้งอยู่ในพุทธวิสัย?


          พ. ?ดูก่อนมัญชุศรี! หากกุลบุตร กุลธิดา ได้ยินได้ฟังปัญญาปารมีที่ลึกซึ้งนี้แล้วไม่เกิดความตระหนกหวั่นเกรง พึงทราบว่าผู้นี้ ได้รับพุทธธรรมมุทรา อันธรรมมุทรานี้คือพระพุทธะสร้างขึ้น คือสิ่งล้ำค่าของพระพุทธะ เหตุไฉนนั่นฤๅ? ด้วยธรรมมุทรานี้ คือลัญจกรแห่งอสังคธรรม คือธรรมที่ไม่ผูกมัดกับสิ่งใด หากกุลบุตร กุลธิดาได้ประทับด้วยลัญจกรนี้แล้ว พึงทราบว่าผู้นี้จะไปตามโพธิสัตวยานไม่เสื่อมถอยอย่างแน่นอน ไม่ตกสู่ภูมิแห่งพระสาวก และพระปัจเจกพุทธ?


 


????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


??????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


???????????????????????????????????????????????????


ครั้งนั้น ท้าวศักรอินทรเทวราชกับหมู่เทวบุตร ได้เสด็จมาแต่ตรัยตรึงส์เทวโลก แล้วโปรยปรายผงจุณจันทน์และผงทอง อีกทั้งโปรยปรายดอกอุบล ปัทมา โกมุท ปุณฑริก[16]และดอกมณฑารพ มาสักการะปัญญาปารมี เมื่อสักการะแล้ว ก็มีมนสิการอย่างนี้ว่า ?เราได้บูชาธรรมอันเป็นเอกยอดเยี่ยมไร้ซึ่งสิ่งผูกมัดแลเป็นอนุตระแล้ว ในชาติอนาคตขอให้เราได้ฟังปัญญาปารมีอันสุขุมลึกซึ้งนี้อีก หากผู้ใดได้ประทับลัญจกรแห่งปัญญาปารมิตาอันสุขุมลึกซึ้งนี้แล้ว ขอให้ผู้นั้นจงได้สดับฟังธรรมนี้อีกในอนาคต แล้วได้สำเร็จสัพพัญญุตญาณในที่สุดเถิด?


ท้าวศักรอินทรเทวราชกราบทูลพระพุทธองค์ว่า ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! หากกุลบุตร กุลธิดา ทีได้ฟังปัญญาปารมีธรรมผ่านโสตเพียงครั้ง ข้าพระองค์เพื่อจะยังให้พุทธธรรมยืดยาวออกไป จะปกป้องบุคคลนั้น บันดาลให้เบื้องหน้าผู้นั้นห่างออกไปหนึ่งร้อยโยชน์อมุษย์ไม่สามารถเข้าใกล้ได้ ก็กุลบุตร กุลธิดานี้ เบื้องอันเป็นที่สุดจะได้บรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิ ทุกวันข้าพระองค์จะมายังผู้นั้นเพื่อสักการะ?


สมัยนั้นพระพุทธองค์ตรัสกับท้าวศักรอินทรเทวราชว่า ?เป็นอย่างนั้นๆ ท่านโกสีย์! พึงทราบว่ากุลบุตร กุลธิดานั้นสมบูรณ์ซึ่งพุทธธรรม จะได้บรรลุถึงพระอนุตรสัมมาสัมโพธิเป็นแน่แท้?


 


???????????????????????????????????????????


???????????????????????????????????????????????????????????????


เมื่อนั้นพระมัญชุศรีทูลพระพุทธองค์ว่า ?ขอพระองค์ โปรดใช้พุทธานุภาพปกป้องปัญญาปารมีนี้ ให้ตั้งอยู่เนิ่นนานในโลก เพื่อยังประโยชน์แก่สรรพสัตว์ทั้งปวงด้วยเถิดพระเจ้าข้า?


เมื่อพระมัญชุศรีทูลแล้ว ด้วยพระพุทธานุภาพ มหาปฐพีดลจึงสั่นสะเทือนกัมปนาทหกลักษณะ ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคจึงแย้มพระสรวล แล้วทรงเปล่งมหารัศมีส่องสว่างไปยังตรีสหัสมหาสหัสโลกธาตุ ได้ใช้อำนาจแห่งฤทธิ์ปกป้องปัญญาปารมีนี้ยังให้ตั้งอยู่นานในโลก


 


????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


??????????????????????????????????????????????????????????


บัดนั้นพระมัญชุศรีทูลพระพุทธองค์อีกว่า ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! อันการประภาสรัศมีนี้ คือการธำรงไว้ซึ่งปัญญาปารมีหรือไม่พระเจ้าข้า??  ตรัสว่า ?เป็นเช่นนั้นๆ มัญชุศรี!  ตถาคตเปล่งรัศมีนี้ก็คือการธำรงไว้ซึ่งปัญญาปารมี มัญชุศรี!  เธอพึงทราบเถิดว่าตถาคตได้ธำรงรักษาปัญญาปารมีนี้ให้ตั้งอยู่นานในโลก หากมีผู้ใดไม่ดูแคลนทำลายธรรมนี้ มิกล่าวโทษแก่ธรรมนี้ พึงทราบได้ว่าผู้นี้ได้ประทับปัญญาปารมีมุทราอันคัมภีรภาพแล้ว เหตุนี้แหละ มัญชุศรี!  ตถาคตก็ตั้งอยู่ในมุทรานี้นานมาแล้ว หากผู้ใดได้ประทับซึ่งมุทรานี้ พึงทราบว่าผู้นี้ เป็นผู้ที่พญามารจะใช้กลอุบายด้วยไม่ได้?  


มีพุทธฎีกากะท้าวศักระว่า ?เธอพึงจดจำ สาธยายธรรมนี้ แล้วป่าวประกาศให้แพร่หลายออกไป ยังให้กุลบุตร กุลธิดาทั้งหลายในอนาคตได้บรรลุถึงมุทราแห่งธรรมนี้โดยทั่วกัน? และมีรับสั่งกับพระอานนท์ว่า ?เธอก็จงจดจำ สาธยาย แล้วป่าวประกาศแก่ชนทั้งปวงด้วย?


 


?????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


เวลานั้นท้าวศักรเทวราชกับท่านอาวุโสอานนท์ได้ทูลพระพุทธองค์ว่า ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! ธรรมนี้จะมีชื่อว่ากระไรหนอ หมู่ข้าพระองค์จะน้อมรับอย่างไรพระเจ้าข้า?? มีรับสั่งว่า ?ธรรมนี้มีชื่อว่า ?การกล่าวแสดงของพระมัญชุศรี?  อีกชื่อคือ ?ปัญญาปารมี? พึงจดจำอย่างนี้  กุลบุตร กุลธิดาทั้งหลายที่ในกัลป์นับจำนวนได้เท่าเม็ดทรายแห่งคงคานที ได้นำแก้วรัตนะที่มีค่าไม่อาจประมาณมาบริจาคเป็นทานแก่สรรพสัตว์จำนวนเท่าเม็ดทรายในคงคานที สรรพสัตว์เหล่านั้นเมื่อรับแล้วก็ล้วนเกิดมรรคจิต เวลานั้นผู้เป็นทานบดียังได้แสดงธรรมเพื่อยังประโยชน์และยังความยินดีตามอัธยาศัยของสรรพสัตว์เหล่านั้น ยังให้สรรพสัตว์เหล่านั้นบรรลุโสดาปัตติผลจนถึงอรหันตผล บุคคลนี้จะได้รับกุศลมากหรือไม่หนอ??  พระอานนท์ทูลว่า ?มากมายยิ่งนัก พระเจ้าข้า?


 


????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


มีพุทธบรรหารว่า ?ดูก่อนกุลบุตร หากบุคคลผู้เกิดจิตศรัทธาต่อปัญญาปารมีธรรมสูตรนี้เพียงระลึกเดียว ไม่ให้ร้ายทำลาย กุศลที่ได้ยังมากกว่าบุคคลข้างต้น มากกว่าร้อยเท่า พันเท่า ร้อยพันหมื่นโกฏิเท่า จนถึงด้วยการนับคำนวณ และการอุปมาทั้งปวงก็ยังไม่อาจทราบถึงปริมาณของกุศลนั้นได้ แล้วจักประสาใดที่ได้จดจำ สาธยายแลอธิบายแก่ผู้อื่นอย่างสมบูรณ์ บุคคลนี้ย่อมได้รับกุศลที่ไม่มีประมาณไม่มีขอบเขต พระพุทธตถาคตทั้งหลายก็จะกล่าวแสดงไปไม่สิ้นสุด เหตุไฉนนั้นฤๅ? เหตุเพราะ(ธรรมนี้)เป็นที่กำเนิดสัพพัญญุตญาณของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย หากจักรวาลมีสิ้นสุดกุศลแห่งธรรมนี้ย่อมสิ้นสุด หากธรรมภาวะมีสิ้นสุดกุศลแห่งธรรมนี้ย่อมสิ้นสุด เหตุนี้แล มัญชุศรี! กุลบุตร กุลธิดาพึงพากเพียรวิริยะในการปกป้องธรรมนี้ อันธรรมนี้สามารถดับความหวั่นเกรงทั้งปวงของสังสารวัฏ สามารถหักโค่นธงแห่งชัยชนะของเทวมาร สามารถยังให้โพธิสัตว์เข้าถึงผลแห่งนิพพาน อันสั่งสอนชี้นำให้ไกลจากทวิยาน (คือไกลจากสาวกยาน และปัจเจกพุทธยาน)?        


 


?????????????????????????????????????????????????????????????????????????


??????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


            สมัยบัดนั้นแล ท้าวศักระ ท่านอาวุโสอานนท์ต่างทูลพระพุทธองค์ว่า ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! เป็นอย่างนั้นๆ เป็นดั่งที่พระองค์ตรัสแล้ว ข้าพระองค์ทั้งหลายจะจดจำใส่เกล้าไว้ แล้วป่าวประกาศไปให้แพร่หลาย ขอพระตถาคตมิต้องทรงเป็นกังวลพระเจ้าข้า? ได้ทูลเช่นนี้สามครั้งว่า ?ขอพระองค์อย่าทรงกังวล ข้าพระองค์ทั้งหลายจะจดจำใส่เกล้าไว้?


          เมื่อพระพุทธองค์แสดงพระธรรมสูตรนี้จบแล้ว พระมัญชุศรีพร้อมกับโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งปวง พระสารีบุตรกับทั้งภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิก เทพ นาค ยักษ์ ครุฑ อสุร กินนร คนธรรพ์ มโหราค มนุษย์และอมนุษย์ทั้งปวง อันมหาชนทั้งปวงที่ได้สดับพระพุทธภาษิต ล้วนเกิดมหาโสมนัส มีศรัทธาน้อมรับสืบไป.  


 


????????????


จบ...มัญชุศรีปรัชญาปารมิตาสูตร


*** พระสูตรมหายานแปลไทย จาก  www..mahaparamita.com  สงวนลิขสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลง จำหน่าย








[1] ทสพลญาณ (บาลีเรียก ตถาคตพลญาณ ๑๐ คือ พระญาณอันเป็นกำลังของพระตถาคต ๑๐ ประการ ที่ทำให้พระองค์สามารถบันลือสีหนาท ประกาศพระศาสนาได้มั่นคง ? the Ten Powers of the Perfect One)


๑. ฐานาฐานญาณ (ปรีชาหยั่งรู้ฐานะและอฐานะ คือ รู้กฎธรรมชาติเกี่ยวกับขอบเขตและขีดขั้นของสิ่งทั้งหลายว่า อะไรเป็นไปไม่ได้ และแค่ไหนเพียงไร โดยเฉพาะในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุกับผล และกฎเกณฑ์ทางจริยธรรมเกี่ยวกับสมรรถวิสัยของบุคคล ซึ่งจะได้รับผลกรรมที่ดีและชั่วต่างๆ กัน ? knowledge of instance and no instance; knowledge of possibilities and impossibilities)


๒. กรรมวิปากญาณ (ปรีชาหยั่งรู้ผลของกรรม คือ สามารถกำหนดแยกการให้ผลอย่างสลับซับซ้อน ระหว่างกรรมดีกับกรรมชั่ว ที่สัมพันธ์กับปัจจัยแวดล้อมต่างๆ มองเห็นรายละเอียดและความสัมพันธ์ภายในกระบวนการก่อผลของกรรมอย่างชัดเจน ? knowledge of ripening of action; knowledge of the results of karma)


๓. สัพพัตถคามินีปฏิปทาญาณ (ปรีชาหยั่งรู้ข้อปฏิบัติที่จะนำไปสู่คติทั้งปวง คือ สุคติ ทุคติ หรือพ้นจากคติ หรือปรีชาหยั่งรู้ข้อปฏิบัติที่จะนำไปสู่อรรถประโยชน์ทั้งปวง กล่าวคือ ทิฏฐธัมมิกัตถะ สัมปรายิกัตถะ หรือ ปรมัตถะ คือรู้ว่าเมื่อปรารถนาจะเข้าถึงคติหรือประโยชน์ใด จะต้องทำอะไรบ้าง มีรายละเอียดวิธีปฏิบัติอย่างไร ? knowledge of the way that leads anywhere; knowledge of the practice leading to all destinies and all goals)


๔. นานาธาตุญาณ (ปรีชาหยั่งรู้สภาวะของโลกอันประกอบด้วยธาตุต่างๆ เป็นเอนก คือ รู้สภาวะของธรรมชาติ ทั้งฝ่ายอุปาทินนกสังขารและฝ่ายอนุปาทินนกสังขาร เช่น รู้จักส่วนประกอบต่างๆ ของชีวิต สภาวะของส่วนประกอบเหล่านั้น พร้อมทั้งลักษณะและหน้าที่ของมันแต่ละอย่าง อาทิการปฏิบัติหน้าที่ของขันธ์ อายตนะ และธาตุต่างๆ ในกระบวนการรับรู้ เป็นต้น และรู้เหตุแห่งความแตกต่างกันของสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น ? knowledge of the world with its many and different elements)


๕. นานาธิมุตติกญาณ (ปรีชาหยั่งรู้อธิมุติ คือ รู้อัธยาศัย ความโน้มเอียง ความเชื่อถือ แนวความสงบใจ เป็นต้น ของสัตว์ทั้งหลายที่เป็นไปต่างๆ กัน ? knowledge of the different dispositions of beings)


๖. อินทริยปโรปริยัตตญาณ (ปรีชาหยั่งรู้ความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลาย คือ รู้ว่าสัตว์นั้นๆ มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา แค่ไหน เพียงใด มีกิเลสมาก กิเลสน้อย มีอินทรีย์อ่อน หรือแก่กล้า สอนง่ายหรือสอนยาก มีความพร้อมที่จะตรัสรู้หรือไม่ ? knowledge of the state of faculties of beings; knowledge of the inferiority and superiority of the controlling faculties of various beings; knowledge as regards maturity of persons)


๗. ฌานาทิสังกิเลสาทิญาณ (ปรีชาหยั่งรู้ความเศร้าหมอง ความผ่องแผ่ว การออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิและสมาบัติทั้งหลาย ? knowledge of defilement, cleansing and emergence in the cases of the meditations, liberations, concentrations and attainments)


๘. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ปรีชาหยั่งรู้อันทำให้ระลึกภพที่เคยอยู่ในหนหลังได้ ? knowledge of the remembrance of former existences)


๙. จุตูปปาตญาณ (ปรีชาหยั่งรู้ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ? knowledge of the decease and rebirth of beings)


๑๐. อาสวักขยญาณ (ปรีชาหยั่งรู้ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ? knowledge of the exhaustion of mental intoxicants)


M.I.69; A.V.33; Vbh.336.    ม.มู.๑๒/๑๖๖/๑๔๐; องฺ.ทสก.๒๔/๒๑/๓๕; อภิ.วิ.๓๕/๘๓๙/๔๕๔.



[2] เวสารัชชะ หรือ เวสารัชชญาณ ๔ (ความไม่ครั่นคร้าน, ความแกล้วกล้าอาจหาญ, พระญาณอันเป็นเหตุให้ทรงแกล้วกล้า ไม่ครั่นคร้าม - intrepidity; self-confidences) พระตถาคตเจ้าไม่ทรงมองเห็นว่า ใครก็ตาม จักทักท้วงพระองค์ได้โดยชอบธรรมในฐานะเหล่านี้ คือ (The Perfect One sees no grounds on which anyone can with justice make the following charges;)


๑. สัมมาสัมพุทธปฏิญญา (ท่านปฏิญญาว่าเป็นสัมมาสัมพุทธะ ธรรมเหล่านี้ท่านยังไม่รู้ - You who claim to be fully self-enlightened are not fully enlightened in these things.)


๒. ขีณาสวปฏิญญา (ท่านปฏิญญาว่าเป็นขีณาสพ อาสวะเหล่านี้ของท่านยังไม่สิ้น - You who claim to gave destroyed all taints have not utterly destroyed these taints.)


๓. อันตรายิกธรรมวาทะ (ท่านกล่าวธรรมเหล่าใดว่าเป็นอันตราย ธรรมเหล่านั้น ไม่อาจก่ออันตรายแก่ผู้ส้องเสพได้จริง - Those things which have been declared by you to be harmful have no power to harm him that follows them.


๔. นิยยานิกธรรมเทศนา (ท่านแสดงธรรมเพื่อประโยชน์อย่างใด ประโยชน์อย่างนั้นไม่เป็นทางนำผู้ทำตามให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบจริง - The Doctrine taught by you for the purpose of utter extinction of suffering does not lead him who acts accordingly to such a goal.)


ด้วยเหตุนี้ พระองค์นี้จึงทรงถึงความเกษม ถึงความไม่มีภัย แกล้วกล้าไม่ครั่นคร้ามอยู่ (Since this is so, he abides in the attainment of security, of fearlessness and intrepidity.) เวสารัชชะ ๔ นี้ คู่กับทศพล หรือ ตถาคตพล ๑๐ (เรียกกันทั่วๆ ไปว่า ทศพลญาณ) เป็นธรรมที่ทำให้พระตถาคต ทรงปฏิญญาฐานะแห่งผู้นำ เปล่งสีหนาทในบริษัททั้งหลาย ยังพรหมจักรให้เป็นไป (Endowed with these four kinds of intrepidity, the Perfect One claims the leader's place, roars his lion's roar in assemblies, and sets rolling the Divine Wheel.)



[3] พุทธธรรม ๑๘ ธรรมของพระพุทธเจ้า, พระคุณสมบัติของพระพุทธเจ้า คัมภีร์มหานิทเทสระบุจำนวนไว้ว่ามี ๖ ประการ แต่ไม่ได้จำแนกข้อไว้ อรรถกถาโยงความให้ว่าได้แก่ ๑. กายกรรมทุกอย่างของพระพุทธเจ้าเป็นไปตามพระญาณ (จะทำอะไรทำด้วยปัญญา ด้วยความรู้เข้าใจ)


๒. วจีกรรมทุกอย่างเป็นไปตามพระญาณ


๓. มโนกรรมทุกอย่างเป็นไปตามพระญาณ


๔. ทรงมีพระญาณไม่ติดขัดในอดีต


๕. ทรงมีพระญาณไม่ติดขัดในอนาคต


๖. ทรงมีพระญาณไม่ติดขัดในปัจจุบัน; คัมภีร์สุมังคลวิลาสินี อรรถกถาแห่งทีฆนิกาย จำแนกพุทธธรรมว่ามี ๑๘ อย่าง คือ ๑. พระตถาคตไม่ทรงมีกายทุจริต ๒. ไม่ทรงมีวจีทุจริต ๓. ไม่ทรงมีมโนทุจริต ๔. ทรงมีพระญาณไม่ติดขัดในอดีต ๕. ทรงมีพระญาณไม่ติดขัดในอนาคต ๖. ทรงมีพระญาณไม่ติดขัดในปัจจุบัน ๗. ทรงมีกายกรรมทุกอย่างเป็นไปตามพระญาณ ๘. ทรงมีวจีกรรมทุกอย่างเป็นไปตามพระญาณ ๙. ทรงมีมโนกรรมทุกอย่างเป็นไปตามพระญาณ ๑๐. ไม่มี
ความเสื่อมฉันทะ (ฉันทะไม่ลดถอย) ๑๑. ไม่มีความเสื่อมวิริยะ (ความเพียรไม่ลดถอย )๑๒. ไม่มีความเสื่อมสติ (สติไม่ลดถอย) ๑๓. ไม่มีการเล่น ๑๔. ไม่มีการพูดพลาด ๑๕. ไม่มีการทำพลาด ๑๖. ไม่มีความผลุนผลัน๑๗. ไม่มีพระทัยที่ไม่ขวนขวาย ๑๘. ไม่มีอกุศลจิต



[4] สัพพัญญู  แปลว่า  พระพุทธเจ้า,พระสัพพัญญู,ผู้รู้ธรรมทั้งปวง.  ที่ทรงได้นามว่าสัพพัญญู  เพราะทรงรู้ธรรมทั้งปวงโดยปรกติ



[5] ขันธ์ 5 หรือ เบญจขันธ์ (กองแห่งรูปธรรมและนามธรรม 5 หมวด ที่ประชุมกันเข้าเป็นหน่วยรวม ซึ่งบัญญัติเรียกว่า สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา เป็นต้น, ส่วนประกอบ 5 อย่างที่รวมเข้าเป็นชีวิต ? the Five Groups of Existence; Five Aggregates) 1. รูปขันธ์ (กองรูป, ส่วนที่เป็นรูป, ร่างกาย พฤติกรรม และคุณสมบัติต่างๆ ของส่วนที่เป็นร่างกาย, ส่วนประกอบฝ่ายรูปธรรมทั้งหมด, สิ่งที่เป็นร่างพร้อมทั้งคุณและอาการ ? corporeality) 2. เวทนาขันธ์ (กองเวทนา, ส่วนที่เป็นการเสวยอารมณ์, ความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ ? feeling; sensation) 3. สัญญาขันธ์ (กองสัญญา, ส่วนที่เป็นความกำหนดหมาย, ความกำหนดได้หมายรู้ในอารมณ์ 6 เช่นว่า ขาว เขียว ดำ แดง เป็นต้น ? perception) 4. สังขารขันธ์ (กองสังขาร, ส่วนที่เป็นความปรุงแต่ง, สภาพที่ปรุงแต่งจิตให้ดีหรือชั่วหรือเป็นกลางๆ, คุณสมบัติต่างๆ ของจิต มีเจตนาเป็นตัวนำ ที่ปรุงแต่งคุณภาพของจิต ให้เป็นกุศล อกุศล อัพยากฤต ? mental formations; volitional activities) 5. วิญญาณขันธ์ (กองวิญญาณ, ส่วนที่เป็นความรู้แจ้งอารมณ์, ความรู้อารมณ์ทางอายตนะทั้ง 6 มีการเห็น การได้ยิน เป็นต้น ได้แก่ วิญญาณ 6 ? consciousness)



[6] อายตนะ หมายถึง สิ่งที่เชื่อมต่อกันให้เกิดความรู้ ทำให้จิตและเจตสิก  ประกอบด้วย 1.อายตนะภายใน มี 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ 2.อายตนะภายนอก มี 6 คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และ ธรรมารมณ์ รวมอายตนะภายในและภายนอก เรียกว่า ?อายตนะ 12?



[7] ธาตุ 18 (สิ่งที่ทรงสภาวะของตนอยู่เอง ตามที่เหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น เป็นไปตามธรรมนิยามคือกำหนดแห่งธรรมดา ไม่มีผู้สร้างผู้บันดาล และมีรูปลักษณะกิจอาการเป็นแบบจำเพาะตัว อันพึงกำหนดเอาเป็นหลักได้แต่ละอย่างๆ ? elements) 1. จักขุธาตุ (ธาตุคือจักขุปสาท ? eye element) 2. รูปธาตุ (ธาตุคือรูปารมณ์ ? visible-data element) 3. จักขุวิญญาณธาตุ (ธาตุคือจักขุวิญญาณ ? eye-consciousness element) 4. โสตธาตุ (ธาตุคือโสตปสาท ? ear element)  5. สัททธาตุ (ธาตุคือสัททารมณ์ ? sound element) 6. โสตวิญญาณธาตุ (ธาตุคือโสตวิญญาณ ? ear-consciousness element) 7. ฆานธาตุ (ธาตุคือฆานปสาท ? nose element) 8. คันธธาตุ (ธาตุคือคันธารมณ์ ? odor element) 9. ฆานวิญญาณธาตุ (ธาตุคือฆานวิญญาณ ? nose-conscious-ness element) 10. ชิวหาธาตุ (ธาตุคือชิวหาปสาท ? tongue element) 11. รสธาตุ (ธาตุคือรสารมณ์ ? flavor element) 12. ชิวหาวิญญาณธาตุ (ธาตุคือชิวหาวิญญาณ ? tongue-consciousness element) 13. กายธาตุ (ธาตุคือกายปสาท ? body element) 14. โผฏฐัพพธาตุ (ธาตุคือโผฏฐัพพารมณ์ ? tangible-data element) 15. กายวิญญาณธาตุ (ธาตุคือกายวิญญาณ ? body-consciousness element) 16. มโนธาตุ (ธาตุคือมโน ? mind element) 17. ธรรมธาตุ (ธาตุคือธรรมารมณ์ ? mental-data element) 18. มโนวิญญาณธาตุ (ธาตุคือมโนวิญญาณ ? mind-consciousness element)



[8] อายตนะ (อ่านว่า อายะตะนะ) แปลว่า ที่เชื่อมต่อ, เครื่องติดต่อ หมายถึงสิ่งที่เป็นสื่อสำหรับติดต่อกัน ทำให้เกิดความรู้สึกขึ้น แบ่งเป็น 2 อย่างคือ


อายตนะภายใน หมายถึงสื่อเชื่อมต่อที่อยู่ในตัวคน บ้างเรียกว่า อินทรีย์ 6 มี 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทั้งหมดนี้เป็นที่เชื่อมต่อกับอายตนะภายนอก


อายตนะภายนอก หมายถึงสื่อเชื่อมต่อที่อยู่นอกตัวคน บ้างเรียกว่า อารมณ์ 6 มี 6 คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ทั้งหมดนี้เป็นคู่กับอายตนภายใน เช่น รูปคู่กับตา หูคู่กับเสียง เป็นต้น อายตนะภายนอกนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อารมณ์ เมื่อตาเห็นรูป เรียกว่า สัมผัส รู้ว่ามีการเห็น เรียกว่าวิญญาณ เกิดความรู้สึกขึ้นเมื่อตาเห็นรูป เรียกว่า เวทนา



[9] อนิมิต คือ การไม่มีเครื่องหมายหรือลักษณะของนามรูปให้จดจำ หรือกำหนดให้ยึดถืออีกต่อไป เพราะพิจารณาเห็นแจ้งทุกสิ่งเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยงแท้, คือ หลุดพ้นด้วยเห็นอนิจจตา แล้วถอนนิมิตเสียได้



[10]ทวิลักษณะ, ทวิภาวะ คือ คือความเป็นสองลักษณะ, สิ่งที่เป็นคู่เปรียบ, สังขตะ



[11] คือ พระโพธิสัตว์ที่มีพันธะกับการเกิดอีกเพียงชาติเดียว ก็จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า, หมายถึงพระโพธิสัตว์ที่มีบารมีเกือบเต็ม เช่นพระเมตไตรยบรมโพธิสัตว์เป็นต้น



[12] ความหมายคือ เมื่อสมัยที่พระผู้มีพระภาคประทับที่ป่าอิสิปตนมฤคทานวัน ทรงแสดงทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค หรือการหมุนธรรมจักรแก่พระสาวก ถึง 3 ครั้ง ดังนี้... ครั้งที่ 1 คือทรงแสดง คือทรงกล่าวว่านี้คือทุกข์ นี้คือสมุทัย นี้คือนิโรธ นี้คือมรรค อันเป็นการกล่าวถึงลักษณะของอริยสัจสี่อย่าง  ครั้งที่ 2 ทรงแนะ คือทรงกล่าวว่าทุกข์ควรรู้ สมุทัยควรละ นิโรธควรบรรลุ มรรคควรเจริญ อันเป็นการกล่าวถึงการประพฤติอริยสัจ ครั้งที่ 3 ทรงบรรลุถึง คือทรงกล่าวว่าทุกข์เราได้รู้แล้ว สมุทัยเราได้ละแล้ว นิโรธเราได้บรรลุแล้ว มรรคเราได้เจริญแล้ว ข้อนี้เป็นการยืนยันพระองค์เอง รวมแล้วคือการหมุนธรรมจักร (อริยสัจ 4) 3 ครั้ง จึงรวมเป็น 12 คราว (3 คูณ 4)   



[13] คือ ธรรมหมวดหนึ่งใน ทศพละ



[14] หมายถึง สมาธิที่ทำให้รู้แจ้ง ถึงความเป็นอิสระเสรี



[15] สวภาวะ แปลว่า ความเห็นที่ว่าสรรพสิ่งล้วนมีคุณลักษณ์เฉพาะของตัวเอง เช่น รถยนต์มีสวภาวะของความเป็นรถยนต์ จึงทำให้เป็นรถยนต์ แต่นัยยะของพระสูตรนี้ มุ่งแสดงให้เห็นว่าทุกสรรพสิ่งล้วนว่างเปล่าจากสวภาวะ กล่าวคือ ทุกสิ่งไม่ได้มีคุณลักษณ์เฉพาะที่แท้จริงเลย สรรพสิ่งเกิดขึ้นมาได้ ล้วนเป็นเพราะมีเหตุปัจจัยจากสิ่งอื่น หรือเพราะการอิงอาศัยกับสิ่งอื่นๆ ในรูปแบบของปฏิจจสมุปปบาทหรืออิทัปปัจจัยตา เช่น เพราะมีประตู ล้อ พวงมาลัย เครื่องยนต์ ฯลฯ มาประกอบกันจึงเกิดเป็นรูปร่างของรถยนต์ขึ้นมา ซึ่งรถยนต์ที่แท้นั้นไม่ได้มีอยู่จริง หรือแม้แต่ประตู ล้อ พวงมาลัย เครื่องยนต์ ฯลฯ ก็ไม่ได้มีความเป็น ประตู ล้อ พวงมาลัย เครื่องยนต์ ฯลฯ อยู่ด้วยเช่นกัน เพราะแต่ละสิ่งล้วนเกิดจากการประกอบกันขึ้นของแร่เหล็ก และสารทางเคมีอื่นๆ สรุปคือ สรรพสิ่งเกิดขึ้นได้เพราะต้องอาศัยอีกสิ่งหนึ่ง หรือหลายสิ่งประกอบกันเข้า เมื่อหลายๆสิ่งรวมเป็นสิ่งเดียวแล้ว เราจึงสมมุติชื่อเรียกสิ่งๆนั้นต่อไป


 



[16] อุบลคือบัวขาบ ปัทมาคือบัวแดง โกมุทคือบัวเหลือง ปุณฑริกคือบัวขาว

กระทู้นี้ได้ถูกโหวตไปแล้ว 0 ครั้ง

แก้ไขกระทู้เมื่อ 06/07/2553 18:36:21
แก้ไขกระทู้เมื่อ 06/07/2553 18:35:25
แก้ไขกระทู้เมื่อ 06/07/2553 18:33:39
แก้ไขกระทู้เมื่อ 03/07/2553 23:03:57
แก้ไขกระทู้เมื่อ 03/07/2553 22:59:57
แก้ไขกระทู้เมื่อ 03/07/2553 15:32:06
แก้ไขกระทู้เมื่อ 02/07/2553 12:44:51
ชื่อ: sutra  วันเวลา: 29/06/2553 08:30:40
 
 


 
 ความคิดเห็นที่ 1

 

ความคิดเห็นนี้ได้ถูกโหวตไปแล้ว 0 ครั้ง

แก้ไขความคิดเห็นเมื่อ 03/07/2553 23:01:16
ชื่อ: sutra วันเวลา: 03/07/2553 15:30:55
 
 

© 2006-2009 Buddhayan.com, All rights reserved. Sponsor by Peony Manufacturing Group Co., Ltd.
Design By ThaiUNIXwebdesign.com