Username : Password :
  [สมัครสมาชิก][ลืมรหัสผ่าน]      
เว็บบอร์ด > พระสูตรมหายาน >
Text Size     
(ทดลองลงกระทู้)มัญชุศรีปรัชญาปารมิตาสูตร
 

กระทู้นี้ได้ถูกโหวตไปแล้ว 0 ครั้ง

แก้ไขกระทู้เมื่อ 02/07/2553 12:42:47
แก้ไขกระทู้เมื่อ 02/07/2553 12:40:40
ชื่อ: sutra  วันเวลา: 29/06/2553 08:25:35
 
 


 
 ความคิดเห็นที่ 1

???????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


พระสารีบุตรกล่าวกะพระมัญชุศรีว่า ?ที่ท่านกล่าวมานี้ ยิ่งไม่อาจเข้าใจ? พระมัญชุศรีตอบว่า ?อันการไม่อาจเข้าใจก็คือปัญญาปารมี ปัญญาปารมี มิใช่การสามารถเข้าใจแลมิใช่การไม่อาจเข้าใจ? พระสารีบุตรกล่าวว่า ?ท่านเกิดจิตเมตตากรุณาต่อสรรพสัตว์หรือไม่? ท่านประพฤติบารมีทั้งหก เพื่อสรรพสัตว์หรือไม่? แลได้เข้าสู่นิพพานเพื่อสรรพสัตว์หรือไม่เล่า??


 


??????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


พระมัญชุศรีตอบพระสารีบุตรว่า ?ดั่งที่ท่านกล่าวมา ว่าเรานั้นเกิดจิตเมตตากรุณาต่อสรรพสัตว์ ได้ประพฤติบารมีหก ได้เข้าสู่นิพพาน แต่ทว่าที่แท้แล้วไม่อาจเข้าถึงความเป็นสรรพสัตว์ ไร้ลักษณะไร้รูปร่าง ไม่เพิ่มไม่ลด ดูก่อนสารีบุตร ท่านมีความคิดอยู่เสมออย่างนี้ว่า ?แต่ละโลกธาตุหนึ่งๆ มีพระพุทธเจ้าเท่าเม็ดทรายในคงคานที ได้ดำรงพระชนม์อยู่เป็นกัลป์เท่าเม็ดทรายในคงคานที ได้ตรัสธรรมหนึ่งๆ เพื่อสั่งสอนสรรพสัตว์ให้หลุดพ้น และสรรพสัตว์หนึ่งๆ ก็ล้วนได้ดับสิ้น? ท่านมีความคิดเช่นนี้หรือไม่?? พระสารีบุตรตอบ ?ท่านมัญชุศรี เรามีความคิดอย่างนี้อยู่เสมอ?


 


????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


พระมัญชุศรีตอบพระสารีบุตรว่า ?อุปมา อากาศที่ไม่อาจคำนวณ สรรพสัตว์ก็ไม่อาจคำนวณ อากาศไม่อาจข้ามพ้น สรรพสัตว์ก็ไม่อาจข้ามพ้น เหตุไฉนนั้นฤๅ? สรรพสัตว์ทั้งหลายมีเสมอด้วยอากาศ พระพุทธเจ้าทั้งหลายจะสั่งสอนสรรพสัตว์ได้อย่างไร??  พระสารีบุตรกล่าวว่า ?หากสรรพสัตว์ทั้งหลายเสมอด้วยอากาศ แล้วเหตุไฉนท่านจึงแสดงธรรมแก่สรรพสัตว์ยังให้บรรลุโพธิญาณเล่า?? พระมัญชุศรีตอบว่า ?อันโพธินั้นที่แท้แล้วไม่อาจเข้าถึง แล้วเราจะกล่าวธรรมอันใดเพื่อยังให้สรรพสัตว์เข้าถึงได้เล่า? เหตุไฉนนั้นฤๅ ท่านสารีบุตร โพธิกับสรรพสัตว์ ไม่เป็นหนึ่งไม่เป็นสอง ไม่แตกต่างไม่ปรุงแต่ง ไร้นามไร้ลักษณะ ที่แท้แล้วมิได้มี?


 


????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


สมัยนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเปล่งพระรัศมีออกจะพระอุษณีมังสะ อันเป็นมหาบุรุษลักษณะ มีความวิเศษหาได้ยากยิ่ง มิอาจพรรณนาได้ เข้าสู่เศียรของพระมัญชุศรีธรรมราชกุมารโพธิสัตว์มหาสัตว์ แล้วย้อนออกจากเศียรส่องไปยังมหาชน เมื่อส่องมหาชนแล้ว ก็ยังแผ่ไปทั่วโลกธาตุทั้งหลายในทศทิศ เวลานั้นเมื่อมหาชนได้สัมผัสรัศมีนี้ กายและจิตก็เป็นสุขเกษมอย่างไม่เคยมีมาก่อน ต่างก็ลุกขึ้นจากอาสนะ แล้วแลมองพระโลกนาถเจ้ากับพระมัญชุศรี ต่างก็มีมนสิการว่า ?วันนี้พระตถาคตทรงเปล่งรัศมีประเสริฐและอัศจรรย์อย่างนี้ เข้าสู่เศียรของท่านมัญชุศรีธรรมราชกุมาร แล้วยังย้อนจากเศียรส่องไปยังมหาชน เมื่อส่องมหาชนแล้วยังแผ่ไปในทิศทั้งสิบ จะไร้ซึ่งเหตุปัจจัยก็หาไม่ จะต้องทรงแสดงพระสัทธรรมเป็นแน่ เราทั้งหลายจะต้องพากเพียรบำเพ็ญ ยินดีประพฤติตามธรรมที่ทรงแสดง? เมื่อคิดเช่นนี้แล้ว ต่างก็ทูลพระพุทธองค์ว่า ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! วันนี้พระตถาคตทรงเปล่งรัศมีนี้ จะไร้ซึ่งเหตุปัจจัยก็หาไม่ จะทรงแสดงพระสัทธรรมเป็นแน่แท้ ข้าพระองค์ทั้งหลายใคร่จะได้สดับยิ่งนัก ยินดีจะประพฤติตามธรรมที่ทรงแสดง? เมื่อกล่าวจบเช่นนี้ จึงยืนนิ่งอยู่     


 


??????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


ครั้งนั้นพระมัญชุศรีทูลพระพุทธองค์ว่า ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! พระองค์ทรงฉายพระรัศมีมาพูนเพิ่มธรรมพละให้ข้าพระองค์ อันพระรัศมีนี้หาได้ยากยิ่งนัก ไร้รูปไร้ลักษณะ ปราศจากการไป ปราศจากการมา ไม่เคลื่อนไหวไม่แน่นิ่ง มิใช่การได้เห็น มิใช่การได้ยิน มิใช่ความรู้สึก มิใช่ความเข้าใจ ไม่อาจพิจารณาว่าเห็นสรรพสัตว์ทั้งปวง ไร้ซึ่งความยินดี ไร้ซึ่งความหวาดกลัว แลไร้ซึ่งการแบ่งแยก ข้าพระองค์ได้รับพระพุทธบัญชา จึงกล่าวถึงรัศมีนี้ ยังให้สรรพสัตว์ทั้งหลายได้เข้าสู่ปัญญาที่ปราศจากสัญญา(ความจำได้หมายรู้)?


 


???????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


            ครั้งนั้น พระพุทธองค์ตรัสกะพระมัญชุศรีว่า ?สาธุๆ เธอจงกล่าวโดยเร็วเถิด ตถาคตยินดีกับเธอด้วย? พระมัญชุศรีทูลว่า ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! อันรัศมีนี้คือปัญญาปารมี ปัญญาปารมีคือพระตถาคต พระตถาคตคือสรรพสัตว์ทั้งปวง พระผู้มีพระภาค! ข้าพระองค์บำเพ็ญปัญญาปารมีอยู่อย่างนี้?


 


??????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


พระพุทธองค์ตรัสกะพระมัญชุศรีว่า ?ดูก่อนกุลบุตร บัดนี้เธอกล่าวปัญญาปารมีที่ลึกซึ้งอยู่อย่างนี้ ตถาคตจะถามเธอว่า หากมีบุคคลถามเธอว่า ?มีสรรพสัตวธาตุอยู่เท่าใด?? เธอจะตอบว่าอย่างไร??  พระมัญชุศรีทูลว่า ?พระผู้มีพระภาค! หากมีบุคคลถามเช่นนี้ ข้าพระองค์จะตอบว่า ?สรรพสัตวธาตุนับได้เท่ากับตถาคตธาตุ?


 


??????????????????????????????????????????????????????????


???????????????????????????????????????????????


??????????????????????????????????????????


?มัญชุศรี หากถามเธออีกว่า ?สรรพสัตวธาตุกว้างหรือแคบอย่างไร?? เธอจะตอบอย่างไร?? พระมัญชุศรีทูลว่า ?พระผู้มีพระภาค! หากมีบุคคลถามเช่นนี้ ข้าพระองค์จะตอบว่า ?กว้างและแคบเท่าพุทธธาตุ?


 ?มัญชุศรี หากถามเธออีกว่า ?สรรพสัตวธาตุข้องเกี่ยวกับสถานที่ใด?? เธอจะตอบอย่างไร?? พระมัญชุศรีทูลว่า ?พระผู้มีพระภาค! หากมีบุคคลถามเช่นนี้ ข้าพระองค์จะตอบว่า พระตถาคตข้องเกี่ยวอย่างไร สรรพสัตว์ก็อย่างนั้น?


 ?มัญชุศรี หากถามเธออีกว่า ?สรรพสัตวธาตุตั้งอยู่ที่แห่งใด?? เธอจะตอบอย่างไร?? พระมัญชุศรีทูลว่า ?พระผู้มีพระภาค! หากมีบุคคลถามเช่นนี้ ข้าพระองค์จะตอบว่า ?ตั้งอยู่ที่นิพพานธาตุ?


 


????????????????????????????????????????????????????


??????????????????????????????????????????????????????????


มีพุทธดำรัสกับพระมัญชุศรีว่า ?เธอบำเพ็ญปัญญาปารมีอย่างนี้ แล้วปัญญาปารมีมีที่ตั้งอยู่หรือไม่?? พระมัญชุศรีทูลว่า ?พระผู้มีพระภาค! ปัญญาปารมีไม่มีที่ตั้งอยู่?


มีพุทธดำรัสกับพระมัญชุศรีว่า ?หากปัญญาปารมีไม่มีที่ตั้งอยู่ แล้วเธอประพฤติอย่างไร? ศึกษาอย่างไร?? พระมัญชุศรีทูลว่า ?พระผู้มีพระภาค! หากปัญญาปารมีมีที่ตั้งอยู่แล้วไซร้ ก็ย่อมไม่มีการประพฤติแลศึกษา?


 


???????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


มีพุทธดำรัสกับพระมัญชุศรีว่า ?เมื่อกาลที่เธอประพฤติปัญญา กุศลมีเพิ่มและลดหรือไม่? ? พระมัญชุศรีทูลว่า ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! กุศลไม่อาจเพิ่มแลไม่อาจลด หากมีการเพิ่มและลดย่อมมิใช้การบำเพ็ญปัญญาปารมี


ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! ไม่ว่าธรรมจะเพิ่ม ไม่ว่าธรรมจะลด ก็คือการบำเพ็ญปัญญาปารมี ไม่ขาดสิ้นจากธรรมของบุถุชน ไม่ยึดถือในธรรมแห่งพระตถาคต จึงเป็นการบำเพ็ญปัญญาปารมี เหตุไฉนนั้นฤๅ? พระผู้มีพระภาค! อันปัญญาปารมี มิใช่ต้องบรรลุธรรมแล้วจึงบำเพ็ญ มิใช่ไม่บรรลุธรรมแล้วจึงบำเพ็ญ มิใช่ประพฤติธรรมแล้วจึงบำเพ็ญ มิใช่ไม่ประพฤติธรรมแล้วจึงบำเพ็ญ 


ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! การไม่เข้าถึง การไม่สละคืน คือการบำเพ็ญปัญญาปารมี ด้วยเหตุไฉนนั่นฤๅ? เพราะเหตุที่ไม่ใช่เพราะความทุกข์ของสังสารวัฏ แลไม่ใช่กุศลของพระนิพพาน ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! หากบำเพ็ญปัญญาปารมีอย่างนี้ เป็นเหตุให้ไม่ยึดมั่น ไม่น้อมรับ ไม่วางเฉย ไม่ปล่อยวาง ไม่เพิ่ม ไม่ลด ไม่เกิดขึ้น ไม่ดับลง


ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! หากกุลบุตร กุลธิดา จะมีมนสิการอย่างนี้ว่า ?ธรรมนี้สูง ธรรมนี้กลาง ธรรมนี้ต่ำ? อันหาใช่การบำเพ็ญปัญญาปารมีไม่ เหตุไฉนนั้นฤๅ? เหตุที่ธรรมไม่มีสูง กลาง ต่ำ พระผู้มีพระภาค! ข้าพระองค์ได้บำเพ็ญปัญญาปารมีอยู่อย่างนี้?


 


?????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


มีพุทธดำรัสกับพระมัญชุศรีว่า ?บรรดาพุทธธรรมทั้งปวงมิใช่อธิบดีกระนั้นหรือ? ? พระมัญชุศรีทูลว่า ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! อันพุทธธรรม โพธิสัตวธรรม สาวกธรรม ปัจเจกโพธิธรรม จนถึงบุถุชนธรรม ล้วนไม่อาจเข้าถึงได้ เหตุไฉนนั้นฤๅ? เพราะที่สุดก็เป็นศูนยตา ในศูนยตาอันเป็นที่สุดนั้นก็ไร้ซึ่งพุทธธรรมและบุถุชนธรรม ในบุถุชนธรรมนั้นก็ไม่ได้มีศูนยตาเป็นที่สุด เหตุไฉนนั่นฤๅ? เหตุเพราะศูนยตาหรือไม่ศูนยตาก็ไม่อาจบรรลุถึงได้?


 


??????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


มีพุทธดำรัสกับพระมัญชุศรีว่า ?พุทธธรรมไม่เป็นอนุตตระกระนั้นหรือ? ? พระมัญชุศรีทูลว่า ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! ไม่มีธรรมประการเดียวแม้เท่ากับปรมาณูธุลีที่จะชื่อว่าอนุตตระ เหตุไฉนนั้นฤๅ? เหตุเพราะทานปารมีนั้นก็ศูนยตา จนถึงปัญญาปารมีก็ศูนยตา ทศพละก็ศูนยตา[1] เวสารัชชะก็ศูนยตา[2] อาเวณิกพุทธธรรมก็ศูนยตา[3] จนถึงความเป็นสัพพัญญูก็ศูนยตา[4] ในศูนยตาไร้ซึ่งความเป็นอนุตตระ ในความเป็นอนุตตระก็ไร้ซึ่งศูนยตา เหตุเพราะศูนยตาหรือไม่ศูนยตาก็ไม่อาจบรรลุถึงได้ พระผู้มีพระภาค! อจินไตยธรรมก็คือปัญญาปารมี?


 


??????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


มีพุทธดำรัสกับพระมัญชุศรีว่า ?เธอไม่ตรึกถึงพุทธธรรมกระนั้นหรือ? ? พระมัญชุศรีทูลว่า ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! หากข้าพระองค์ตรึกถึงพุทธธรรมแล้วไซร้ ข้าพระองค์ย่อมเห็นพุทธธรรมว่าเป็นอนุตตระ เหตุไฉนนั้นฤๅ? เพราะความเป็นอนุตตระนั้นไม่มีอยู่ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! เบญจขันธ์[5] อายตนะภายในและภายนอก[6] ธาตุสิบแปด[7] ที่สุดแล้วก็ไม่อาจเข้าถึง บรรดาพุทธธรรมก็ไม่อาจเข้าถึง ในความไม่อาจเข้าถึงนั้นก็เข้าถึงไม่ได้ เหตุเพราะไม่อาจเข้าถึงได้ พระผู้มีพระภาค! ในปัญญาปารมี ความเป็นบุถุชนจนถึงความเป็นพระพุทธะ ความปราศจากธรรม ความปราศจากอธรรม ข้าพระองค์จะต้องตรึกถึงธรรมใดเล่า พระเจ้าข้า??


 


???????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


มีพระพุทธดำรัสว่า ?ดูก่อนกุลบุตร หากไร้ซึ่งการตรึกถึง เธอก็ไม่พึงกล่าวว่า ?นี่คือบุถุชนธรรม นี่คือปัจเจกโพธิธรรม? จนถึงไม่พึงกล่าวว่า ?นี่คือพุทธธรรม? เหตุไฉนนั้นฤๅ? เหตุเพราะ(สิ่งเหล่านั้น) ไม่อาจเข้าถึง? (พระมัญชุศรีทูลว่า) ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! ที่จริงข้าพระองค์ไม่ได้กล่าวบุถุชนธรรมจนถึงพุทธธรรมเลย เหตุไฉนนั่นฤๅ? เหตุเพราะไม่ได้บำเพ็ญในปัญญาปารมี?


 


???????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


มีพระพุทธดำรัสว่า ?ดูก่อนกุลบุตร เธอก็ไม่พึงมีมติเช่นนี้ว่า ?นี่คือกามธาตุ นี้คือรูปธาตุ นี่คืออรูปธาตุ? เหตุไฉนนั้นฤๅ? เหตุเพราะ(ส่งเหล่านั้น)ไม่อาจเข้าถึง?  (พระมัญชุศรีทูลว่า) ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! กามธาตุนั้นว่างจากสภาวะ จนถึงอรูปธาตุก็ว่างจากสภาวะ ในความว่างไร้ซึ่งการกล่าว ข้าพระองค์ก็ไม่ได้กล่าว พระผู้มีพระภาค! อันการบำเพ็ญปัญญาปารมี ไม่เห็นว่าสูง ไม่เห็นว่าไม่สูง เหตุไฉนนั้นฤๅ?  พระผู้มีพระภาค! การบำเพ็ญปัญญาปารมีไม่ติดยึดในพุทธธรรม ไม่เพิกเฉยในบุถุชนธรรม เหตุไฉนนั้นฤๅ? เพราะที่สุดแล้วในศูนยตาก็ไร้ซึ่งความยึดมั่นและการวางเฉย? 


 


??????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


มีพุทธดำรัสกับพระมัญชุศรีว่า ?สาธุๆ เธอสามารถกล่าวปัญญาปารมีที่ลึกซึ้งเช่นนี้ นี่คือเครื่องหมายแห่งพระโพธิสัตว์มหาสัตว์ ดูก่อนมัญชุศรี หากกุลบุตร กุลธิดา มิใช่แค่การได้ปลูกฝังกุศลมูลอย่างลึกซึ้งต่อพระพุทธเจ้าจำนวนสิบล้านพระองค์ จนถึงการได้ปลูกฝังกุศลมูลอย่างลึกซึ้งต่อพระพุทธเจ้าจำนวนไม่มีประมาณไม่มีขอบเขต ถึงจะได้สดับปัญญาปารมีอันคัมภีรภาพนี้ โดยไม่ตระหนกหวั่นเกรง?


 


???????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


พระมัญชุศรีทูลพระพุทธองค์อีกว่า ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! เพราะข้าพระองค์ได้รับพระพุทธานุภาพ จึงสามารถกล่าวปัญญาปารมีอันคัมภีรภาพ? มีพุทธดำรัสว่า ?สาธุๆ ขอให้เธอกล่าวเถิด? พระมัญชุศรีทูลว่า ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! หากไม่ได้บรรลุถึงการเกิดแห่งธรรม (คือไม่มีธรรมใดที่จะเข้าถึงได้) ก็คือการบำเพ็ญปัญญาปารมี เหตุไฉนนั้นฤๅ? เหตุเพราะสรรพธรรมไร้ซึ่งการเกิด หากไม่ได้บรรลุถึงการตั้งอยู่แห่งธรรม (คือไม่มีธรรมใดที่ตั้งอยู่) ก็คือการบำเพ็ญปัญญาปารมี เหตุไฉนนั้นฤๅ? เหตุเพราะสรรพธรรมเป็นเช่นนั้นเอง(ตถตา) หากไม่ได้บรรลุถึงการดับไปแห่งธรรม (คือไม่มีธรรมใดที่จะดับไป) ก็คือการบำเพ็ญปัญญาปารมี เหตุไฉนนั้นฤๅ? เหตุเพราะสรรพธรรมเป็นความดับอยู่แล้ว?


      


?????????????????????????????????????????????


?????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค!  หากไม่เข้าถึงรูป ก็คือการบำเพ็ญปัญญาปารมี จนถึงการไม่เข้าถึงวิญญาณ ก็คือการบำเพ็ญปัญญาปารมี เหตุไฉนนั้นฤๅ? เหตุเพราะสรรพธรรมดุจมายา ดุจพยับแดด?


 ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค!  หากไม่เข้าถึงจักษุ ก็คือการบำเพ็ญปัญญาปารมี จนถึงการไม่เข้าถึงมโน ก็คือการบำเพ็ญปัญญาปารมี หากไม่เข้าถึงรูปจนถึงธรรมารมณ์ ไม่เข้าถึงจักษุธาตุ รูปธาตุ จักษุวิญญาณธาตุ มโนวิญญาณธาตุ ก็คือการบำเพ็ญปัญญาปารมี หากไม่เข้าถึงกามธาตุ ก็คือการบำเพ็ญปัญญาปารมี จนถึงอรูปธาตุก็เช่นเดียวกันนี้?


 


???????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


???????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค!  หากไม่เข้าถึงทานปารมี ก็คือการบำเพ็ญปัญญาปารมี จนถึงการไม่เข้าถึงปัญญาปารมี ก็คือการบำเพ็ญปัญญาปารมี หากไม่เข้าถึงพุทธทศพละ เวสารัชชะ จนถึงอาเวณิกพุทธธรรม ก็คือการบำเพ็ญปัญญาปารมี เหตุไฉนนั้นฤๅ? เหตุเพราะภายในว่าง จนถึงความปราศจากธรรม และความมีธรรมก็เป็นศูนยตา?


 ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค!  หากเข้าถึงการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับลง ก็หาใช่การบำเพ็ญปัญญาปารมีไม่ หากเข้าถึงเบญจขันธ์  อายตนะภายในและภายนอก ธาตุสิบแปด  ก็หาใช่การบำเพ็ญปัญญาปารมีไม่ หากเข้าถึงกามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ ก็หาใช่การบำเพ็ญปัญญาปารมีไม่ หากมีการเข้าถึงทานจนถึงปัญญา หากเข้าถึงพุทธทศพละจนถึงอาเวณิกธรรม ก็หาใช่การบำเพ็ญปัญญาปารมีไม่ เหตุไฉนนั้นฤๅ? เหตุเพราะมีการเข้าถึง?


 


??????????????????????????????????????????????? ??????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! หากกุลบุตร กุลธิดา ได้สดับปัญญาปารมีที่คัมภีรภาพนี้ ไม่ตระหนก ไม่สงสัย ไม่หวาดกลัว ไม่ท้อถอย พึงทราบได้ว่าบุคคลนี้ได้ปลูกฝังกุศลมูลกับพระพุทธเจ้าอย่างลึกซึ้งมาก่อนแล้ว?


พระมัญชุศรีทูลอีกว่า ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! หากไม่พบธรรมที่แปดเปื้อน ธรรมที่วิศุทธิ์ ไม่พบผลแห่งสังสารวัฏ ไม่พบผลแห่งนิพพาน ไม่พบพระพุทธ ไม่พบพระโพธิสัตว์ ไม่พบพระปัจเจกโพธิ ไม่พบพระสาวก ไม่พบบุถุชน ก็คือการบำเพ็ญปัญญาปารมี  เหตุไฉนนั้นฤๅ? เหตุเพราะสรรพธรรมไม่มีความแปดเปื้อนและไม่มีความบริสุทธิ์ จนถึงปราศจากบุถุชน พระผู้มีพระภาค! หากเห็นว่ามีมลทินฤๅบริสุทธิ์ จนถึงเห็นความเป็นบุถุชน ก็หาใช่การบำเพ็ญปัญญาปารมีไม่ พระผู้มีพระภาค! หากเห็นว่ามลทินธรรมมีความแตกต่าง วิศุทธิธรรมมีความแตกต่าง จนถึงได้เห็นว่าพระพุทธะมีความแตกต่าง บุถุชนธรรมมีความแตกต่าง ก็หาใช่การบำเพ็ญปัญญาปารมีไม่ เหตุไฉนนั้นฤๅ? เหตุเพราะปัญญาปารมีไร้ซึ่งความแตกต่าง? 


 


???????????????????????????????????????????????????????????????


??????????????????????????????????


??????????????????????????????????????


??????????????????????????????????????????


มีพุทธดำรัสกับพระมัญชุศรีว่า ?สาธุๆ  นี่คือการบำเพ็ญจริยาแห่งปัญญาปารมีอย่างจริงแท้ ดูก่อนมัญชุศรี เธอสักการะพระพุทธเจ้าอย่างไร?? พระมัญชุศรีทูลว่า ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! หากมายาในจิตบุคคลดับสิ้น ข้าพระองค์จึงจักสักการะพระพุทธเจ้า?


พ. ?เธอไม่ได้ตั้งอยู่ในพุทธธรรมหรือกระไร?? ม. ?พระพุทธองค์ไร้ซึ่งธรรมที่จะตั้งอยู่ แล้วข้าพระองค์จะตั้งอยู่ได้อย่างไร??


พ. ?หากไม่มีธรรมที่จะเข้าถึง แล้วใครที่มีพุทธธรรมอยู่??  ม. ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! ไม่มีผู้ใดเลยที่มีพุทธธรรม?


พ. ?เธอได้ถึงความไม่ยึดมั่นแล้วหรือ?? ม. ?การไม่ยึดมั่นย่อมเข้าถึงไม่ได้ แล้วพระผู้มีพระภาคทรงถามว่าได้เข้าถึงความไม่ยึดมั่นได้อย่างไร??


 


????????????????????????????????????????


?????????????????????????????????????


????????????????????????????????????????????????


พ. ?เธอตั้งอยู่ที่โพธิหรือไม่? ม. ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค!  พระพุทธองค์ยังไม่ตั้งอยู่ในโพธิ แล้วข้าพระองค์จะตั้งอยู่ในโพธิได้อย่างไร?


พ. ?เธออาศัยอะไร ที่กล่าวมาเช่นนี้? ม. ?ข้าพระองค์ไม่ได้อาศัยสิ่งใด ในการกล่าวเช่นนี้?


พ. ?หากเธอไม่ได้อาศัย แล้วกล่าวได้อย่างไร? ม. ?เป็นเช่นนั้น พระผู้มีพระภาค! ที่ข้าพระองค์ไม่ได้กล่าวเหตุไฉนนั้นฤๅ? เพราะสรรพธรรมไร้ซึ่งนาม?


     


?????????????????????????????????????????????????


???????????????????????????????????????????????


????????????????????????????????????????????????????????


เวลานั้นพระสารีบุตรเถระทูลพระพุทธองค์ว่า ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค!  หากกุลบุตร กุลธิดา ที่ได้ฟังธรรมที่ลึกซึ้งนี้แล้วไม่ตื่นตระหนกหวาดกลัว จะได้บรรลุถึงสาวกธรรม ปัจเจกโพธิธรรม โพธิสัตวธรรม พุทธธรรมหรือไม่??


เวลานั้นพระเมตรไตรยโพธิสัตว์ทูลพระพุทธองค์ว่า ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! หากพระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลาย ที่ได้ฟังธรรมที่ลึกซึ้งนี้แล้วไม่ตื่นตระหนกหวาดกลัว จะได้เข้าใกล้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิหรือไม่??


เวลานั้นมีเทพธิดา ชื่อ อปัจจัย ทูลพระพุทธองค์ว่า ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค!  หากกุลบุตร กุลธิดา ที่ได้ฟังธรรมที่ลึกซึ้งนี้แล้วไม่ตื่นตระหนกหวาดกลัว จะได้บรรลุถึงสาวกธรรม ปัจเจกโพธิธรรม โพธิสัตวธรรม พุทธธรรมหรือไม่??


 


?????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


เวลานั้นพระพุทธองค์รับสั่งกับพระสารีบุตรว่า ?เป็นเช่นนั้นๆ สารีบุตร หากโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลาย ได้สดับธรรมอันลึกซึ้งนี้แล้วไม่ตื่นตระหนกหวาดกลัว ย่อมจะได้บรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิอย่างแน่นอน อันกุลบุตร กุลธิดานี้ จะเป็นมหาทานบดี (เป็นผู้นำการบริจาคทานที่ยิ่งใหญ่) เป็นเอกทานบดี (เป็นผู้นำการบริจาคทานที่เป็นเลิศ)  เป็นวิชยทานบดี (เป็นผู้นำการบิจาคทานที่ประเสริฐ) จะสมบูรณ์ด้วยศีล ขันติ วิริยะ ฌาน ปัญญา จะสมบูรณ์ในความดีงามและลักษณะมงคลทั้งปวง ตนเองย่อมไม่หวั่นกลัวและยังให้ผู้อื่นไม่หวั่นกลัวด้วย ย่อมเป็นผู้ถึงที่สุดแห่งปัญญาปารมี เหตุเพราะได้อาศัยการไม่อาจเข้าถึงความไร้ลักษณะ ความไม่ปรุงแต่ง (การไม่บรรลุถึงความไร้ลักษณะและการไม่ปรุงแต่ง) สำเร็จถึงอจินไตยธรรมที่เป็นเลิศ?   


????????????????????????????????????????????????????


????????????????????????????????????????????????????


????????????????????????????????????????????????


???????????????????????????????????????????????????????????????


 


มีพุทธดำรัสกับพระมัญชุศรีว่า ?เธอเห็นอยู่อย่างไร เธอยินดีอย่างไร ที่ปรารถนาพระอนุตรสัมมาสัมโพธิ??  พระมัญชุศรีทูลว่า ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! ข้าพระองค์ไม่มีความเห็น และไม่มีความยินดีเป็นเหตุให้ปรารถนาโพธิ?


พ. ?หากไม่มีความเห็น และไม่มีความยินดี ก็พึงไม่มีความปรารถนา? ม. ?เป็นเช่นนั้น พระผู้มีพระภาค! ข้าพระองค์ที่แท้แล้วไร้ซึ่งความปรารถนา เหตุไฉนนั้นฤๅ? เพราะหากมีความปรารถนา ก็คือบุถุชนลักษณะ?


พ. ?บัดนี้เธอมิได้ปรารถนาโพธิอย่างแท้จริงแล้วหรือ?? ม. ?ข้าพระองค์ มิได้ปรารถนาโพธิอย่างแท้จริง เหตุไฉนนั้นฤๅ? หากปรารถนาโพธิ ก็คือบุถุชนลักษณะ?


พ. ?เธอปรารถนาอย่างแน่นอน หรือเธอไม่ปรารถนาแน่นอน??  ม. ?หากกล่าวว่าปรารถนาแน่นอน ไม่ปรารถนาแน่นอน การปรารถนาแน่นอนหรือปรารถนาไม่แน่นอน การแน่นอนว่าจะปรารถนาก็ไม่ใช่ ไม่ปรารถนาก็ไม่ใช่ ล้วนคือบุถุชนลักษณะ เหตุไฉนนั้นฤๅ? เพราะโพธินั้น ไร้ซึ่งสถานที่ตั้งอยู่?


 


??????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


????????????????????????????????????????????????????????????????????


มีพุทธดำรัสกับพระมัญชุศรีว่า ?สาธุๆ เธอสามารถแสดงปัญญาปารมีอย่างนี้ เธอได้ปลูกฝังกุศลมูลอย่างลึกซึ้งต่อพระพุทธเจ้าหาจำนวนมิได้มาแล้ว ได้ประพฤติพรหมจรรย์มานานแล้ว บรรดาพระโพธิสัตว์มหาสัตว์พึงประพฤติตามที่เธอกล่าว? พระมัญชุศรีทูลว่า ?ข้าพระองค์มิได้ปลูกฝังกุศลมูล มิได้ประพฤติพรหมจรรย์  เหตุไฉนนั้นฤๅ? เพราะหากข้าพระองค์ได้ปลูกฝังกุศลมูลแล้วไซร้ สรรพสัตว์ทั้งหลายก็ย่อมได้ปลูกฝังกุศลมูลด้วย หากข้าพระองค์ประพฤติพรหมจรรย์แล้วไซร้ สรรพสัตว์ทั้งหลายก็ย่อมได้ประพฤติพรหมจรรย์ด้วย เหตุไฉนนั้นฤๅ? เพราะสรรพสัตว์ทั้งหลายก็คือลักษณะแห่งพรหมจรรย์?


พ. ?เธอได้เห็น ได้บรรลุ ตามคำที่กล่าวนี้ได้อย่างไร? ม. ?ข้าพระองค์ไม่ได้เห็น ไม่ได้บรรลุ แลมิได้กล่าว ข้าแต่พระผู้มีพระภาค!  ข้าพระองค์มิเห็นความเป็นบุถุชน มิเห็นความเป็นผู้ต้องศึกษา(เสขะ) มิเห็นความเป็นผู้ไม่ต้องศึกษา(อเสขะ) มิเห็นความมิใช่เสขะ ความมิใช่อเสขะ เพราะไม่เห็นเป็นเหตุให้ไม่บรรลุถึง?


 


?????????????????????????????????????????????????????????


??????????????????????????????????????????????


??????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


เวลานั้น พระสารีบุตรได้กล่าวกะพระมัญชุศรีว่า ?ท่านได้เห็นพระพุทธะอยู่ฤๅไม่?? พระมัญชุศรีตอบพระสารีบุตรว่า ?ข้าพเจ้าไม่เห็นแม้ผู้เป็นสาวก และจะประสาใดที่ข้าพเจ้าจะเห็นพระพุทธะเล่า? เหตุไฉนนั้นฤๅ? เหตุเพราะไม่แลเห็นสรรพธรรม จึงเป็นโพธิสัตว์?


พระสารีบุตรกล่าวว่า ?บัดนี้ท่านไม่แลเห็นธรรมทั้งปวงแน่หรือ?? พระมัญชุศรีตอบว่า ?พระคุณเจ้าผู้เป็นมหาภิกษุ ท่านหยุดเถิด อย่ากล่าวอีกเลย?


พระสารีบุตรกล่าวว่า ?แล้วการได้เป็นพระพุทธะนั้น เป็นคำกล่าวของผู้ใด?? พระมัญชุศรีตอบว่า ?อันพระพุทธะ หรือมิใช่พุทธะก็มิอาจเข้าถึง ไร้ซึ่งวาจา ไร้ซึ่งผู้กล่าว ดูก่อนท่านสารีบุตร อันโพธินั้นแลไม่อาจกล่าวด้วยวจนะ แล้วจะประสาใดกับการจะมีพระพุทธะที่กล่าววาจาอีกเล่า? ยังมีอีก พระคุณเจ้าสารีบุตร ท่านกล่าวว่า ?ใครเป็นผู้กล่าวว่าคือพุทธะ?? คำนี้ไม่รวมไม่แยก ไม่เกิดไม่ดับ ไม่ไปไม่มา ไร้ซึ่งธรรมแม้ประการเดียวที่เป็นโยคะ ปราศจากอักษร ปราศจากประโยค พระคุณเจ้าสารีบุตร เมื่อปรารถนาได้พบพระพุทธะ ก็ศึกษาอย่างนี้เถิด?  


 


??????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


เวลานั้น พระสารีบุตรได้ทูลพระพุทธองค์ว่า ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค!  การกล่าวของพระมัญชุศรีนี้ โพธิสัตว์ผู้เกิดโพธิจิตยังไม่นานจักไม่อาจเข้าใจ? พระมัญชุศรีตอบว่า ?เป็นอย่างนั้นๆ พระคุณเจ้าสารีบุตร โพธิจะเข้าใจได้ก็หาไม่ แล้วผู้เกิดโพธิจิตยังไม่นานจะศึกษาได้อย่างไรเล่า?? พระสารีบุตรว่า ?พระพุทธตถาคตทั้งหลายมิได้ตรัสรู้ซึ่งธรรมธาตุ(ธรรมภาวะ) ฤๅหนอ?? พระมัญชุศรีตอบว่า ?ความเป็นพระพุทธะทั้งหลายนั้นยังไม่อาจเข้าถึงได้ แล้วจะมีพระพุทธะผู้ตรัสรู้ธรรมธาตุได้อย่างไรกัน? ท่านสารีบุตร ความเป็นธรรมธาตุนั้นก็ไม่อาจเข้าถึง แล้วจะมีธรรมธาตุให้พระพุทธะทั้งหลายตรัสรู้ได้อย่างไร? ท่านสารีบุตร ธรรมธาตุนั่นแลคือโพธิ โพธินั่นแลคือธรรมธาตุ เหตุไฉนนั้นฤๅ? เหตุเพราะสรรพธรรมไร้ซึ่งธาตุ พระคุณเจ้าสารีบุตร ธรรมธาตุแลพุทธวิสัยไม่ต่างกัน ความไม่ต่างกันนั้นแลก็คือการปราศจากผู้กระทำ ความปราศจากผู้กระทำนั่นแลก็คือความไม่ปรุงแต่ง(อสังขตะ) ความไม่ปรุงแต่งนั้นแลก็คือการไม่มีการกล่าว การไม่มีการกล่าวนั่นแลก็คือความไม่ได้มีอยู่?


 


?????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


พระสารีบุตรได้กล่าวกะพระมัญชุศรีว่า ?บรรดาธรรมธาตุแลพุทธวิสัย ล้วนไม่มีอยู่ฤๅหนอ? พระมัญชุศรีตอบว่า ?ไม่มีแลไม่ใช่ไม่มี เหตุไฉนนั้นฤๅ?  เหตุเพราะความมีกับความไม่มี ความมีลักษณะ ความไร้ลักษณะ นั้นมิได้ต่างกัน??


ส. ?ผู้ศึกษาอย่างนี้ จะได้บรรลุโพธิหรือไม่หนอ?? ม. ?อันการศึกษาอย่างนี้คือการไม่ได้ศึกษา มิได้ยังให้เกิดกุศลมรรค มิได้ยังให้ตกอบายภูมิ มิได้บรรลุโพธิ มิได้เข้าสู่นิพพาน เหตุไฉนนั้นฤๅ? ท่านสารีบุตร เหตุเพราะปัญญาปารมีเป็นศูนยตาอย่างที่สุด ก็ความเป็นศูนยตาอย่างที่สุด ก็ไร้ซึ่งความเป็นหนึ่ง สอง สาม สี่ ไร้ซึ่งการไปมา ไม่อาจนึกคิดเอาได้ พระคุณเจ้าสารีบุตร หากกล่าวว่า ตัวข้าพเจ้าได้บรรลุโพธิ ก็คือการกล่าวด้วยอัสมิมานะถือตนเป็นใหญ่ เหตุไฉนนั้นฤๅ? เหตุเพราะการไม่บรรลุก็คือการบรรลุ ผู้ที่มีอัสมิมานะถือตนเป็นใหญ่อย่างนี้ มิอาจรับทานที่บุคคลให้ด้วยศรัทธาได้ ผู้มีศรัทธามิควรถวายบูชา?       


 


??????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


พระสารีบุตรได้กล่าวกะพระมัญชุศรีว่า ?ท่านอาศัยสิ่งใด ในการกล่าวอย่างนี้??  พระมัญชุศรีตอบว่า ?ข้าพเจ้ามิได้อาศัยสิ่งใดในการกล่าวอย่างนี้ เหตุไฉนนั้นฤๅ? เหตุเพราะปัญญาปารมีกับสรรพธรรมนั้นเสมอกัน จะหาที่อาศัยอยู่ของธรรมมิได้ เหตุนี้จึงมีความเสมอกันอยู่?


ส. ?ท่านมิได้ใช้ปัญญาญาณกำจัดกิเลสให้ขาดสิ้นฤาหนอ??   ม. ?แล้วอย่างนั้น ท่านคืออรหันต์ผู้สิ้นอาสวะแล้วหรือไม่เล่า?? ส. ?หามิได้? ม. ?ข้าพเจ้าก็มิได้ใช้ปัญญาญาณกำจัดกิเลสให้ขาดสิ้นเช่นกัน?  ส. ?ท่านอาศัยสิ่งใดในการกล่าวเช่นนี้หนอ ถึงมิได้มีความกระหนกหวาดกลัว??  ม. ?ข้าพเจ้ามิได้บรรลุสิ่งใด แล้วจะมีสิ่งใดทำให้ข้าพเจ้าเกิดความตระหนกหวาดกลัวเล่า?? ส. ?สาธุ ท่านมัญชุศรี โปรดกล่าวปัญญาปารมีอันคัมภีรภาพอย่างนี้โดยเร็วเถิด?


 


????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????


สมัยนั้นพระพุทธองค์รับสั่งกับพระมัญชุศรีว่า ?ดูก่อนกุลบุตร มีโพธิสัตว์มหาสัตว์ ที่ตั้งอยู่ในโพธิจิต ที่ปรารถนาอนุตรสัมโพธิหรือไม่?? พระมัญชุศรีทูลว่า ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค!  มิได้มีโพธิสัตว์ผู้ดำรงอยู่ในโพธิจิตแล้วปรารถนาอนุตรสัมโพธิเลยพระเจ้าข้า เหตุไฉนนั้นฤๅ? โพธิจิตนั้นไม่อาจเข้าถึง อนุตรสัมโพธิก็ไม่อาจเข้าถึง อนันตริยบาปทั้งห้าก็คือโพธิภาวะ ทั้งไร้ซึ่งโพธิสัตว์ที่เกิดจิตแห่งอนันตริยะแล้วปรารถนาผลบาปแห่งอนันตริยะด้วย แล้วจะมีโพธิสัตว์ที่ตั้งอยู่ในโพธิจิตที่ปรารถนาอนุตรสัมโพธิได้อย่างไร? อันว่าโพธินั้นก็คือสรรพธรรม เหตุไฉนนั้นฤๅ? เพราะว่ารูป ความไม่ใช่รูปก็ไม่อาจเข้าถึงได้ จนถึงวิญญาณ ความไม่ใช่วิญญาณก็ไม่อาจเข้าถึง จักษุธาตุจนถึงธรรมธาตุก็ไม่อาจเข้าถึง ชาติคือความเกิดไม่อาจเข้าถึง จนถึงชรา มรณะก็ไม่อาจเข้าถึงได้ ทานปารมีไม่อาจเข้าถึง จนถึงปัญญาปารมีก็ไม่อาจเข้าถึง พุทธทศพละไม่อาจเข้าถึง จนถึงอาเวณิกพุทธธรรมทั้งสิบแปดก็ไม่อาจเข้าถึงได้ โพธิจิต อนุตรสัมโพธิล้วนไม่อาจเข้าถึงได้ ก็ความไม่อาจเข้าถึงก็ยังเข้าถึงไม่ได้ ไม่อาจเข้าถึง เหตุนี่แล ข้าแต่พระผู้มีพระภาค!  พระโพธิสัตว์ที่ตั้งอยู่ในโพธิจิต ที่ปรารถนาอนุตรสัมโพธิจึงไม่มี?


 


???????????????????????????????????????????????????????????????


?????????????????????????????????????????????????


?????????????????????????????????????????????????????????


มีพระพุทธดำรัสกับพระมัญชุศรีว่า ?มติของเธอว่าพระตถาคตเป็นครูของเธอหรือไม่? พระมัญชุศรีตอบทูลถวายว่า ?ข้าพระองค์ ไร้ซึ่งมติว่าพระพุทธะเป็นครูของข้าพระองค์ เหตุไฉนนั้นฤๅ? ตัวข้าพระองค์เองนั้นยังหาเข้าถึงมิได้ แล้วจะมีมติว่าพระพุทธะเป็นครูได้อย่างไร??


พ. ?เธอสงสัยในเราหรือไม่?? ม. ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค!  ข้าพระองค์เองยังหาความแน่นอนมิได้ แล้วจะประสาใดกับความสงสัยเล่า? เหตุไฉนนั้นฤๅ? เหตุเพราะมีความแน่นอนก่อนแล้วจึงเคลือบแคลง? 


พ. ?เธอกล่าวโดยไม่แน่ใจ ว่าพระตถาคตได้อุบัติขึ้นหรือกระไร?? ม. ?หากพระตถาคตทรงอุบัติขึ้น ธรรมธาตุก็พึงอุบัติขึ้นเช่นกัน เหตุไฉนนั้นฤๅ? เหตุเพราะธรรมธาตุก็ดี พระตถาคตก็ดี เป็นเอกลักษณะ มิเป็นทวิลักษณะ เหตุเพราะไม่อาจเข้าถึงความเป็นสอง?


 


???????????????????????????????????????????


?????????????????????????????????????????????


พ. ?ดูก่อนมัญชุศรี เธอเชื่อว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายเข้านิพพานหรือไม่??  ม. ?พระพุทธเจ้าก็คือนิพพานลักษณะ (ลักษณะแห่งความดับสนิทกิเลสไม่กำเริบอีก เย็นเพราะไม่ร้อนเพราะกิเลสทั้งปวง) อันนิพพานลักษณะนั้นก็มิได้มีการเข้า มิได้มีการออก?


พ. ?เธอว่าพระพุทธเจ้าทั้งปวงมีการย้อนกลับหรือไม่? ม. ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! การไม่ย้อนกลับนั้นก็ไม่อาจเข้าถึง แล้วจักประสาใดกับการจะเข้าถึงการย้อนกลับได้เล่า?? 


 


??????????????????????????????????????????????????????????????????????????


??????????????????????????????????????????????????????????


????????????????????????????????????????


พ. ?พระตถาคตไร้จิต จะกล่าวคำนี้ก็แต่เฉพาะเบื้องหน้าพระตถาคต หรือพระอรหันต์ผู้สิ้นอาสวะกับพระโพธิสัตว์ผู้ไม่ย้อนกลับเท่านั้น หากบุคคลอื่นๆได้ยินคำนี้แล้วย่อมไม่เชื่อถือ จะตระหนกหวั่นใจและสงสัย เหตุไฉนนั้นฤๅ? เหตุเพราะปัญญาปารมีอันลึกซึ้งคัมภีรภาพนี้ ศรัทธาได้โดยยาก เข้าใจได้โดยยาก?   


ม. ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! แล้วยังจะมีผู้ใดที่สามารถน้อมใจเชื่อธรรมที่แยบคายนี้เล่า พระเจ้าข้า?? พ. ?บุถุชนทั้งปวงก็สามารถศรัทธาต่อธรรมนี้ เหตุไฉนนั้นฤๅ?  เหตุเพราะตถาคตไร้จิต บุถุชนทั้งหลายก็ไร้จิตเช่นกัน?


ม. ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! เหตุใดฤๅหนอจึงทรงแสดงธรรมเช่นนี้? โพธิสัตว์ผู้เกิดโพธิจิตยังไม่นานและอรหันตสาวกล้วนจะมีความสงสัย ขอพระองค์โปรดประทานอธิบายด้วยเถิด พระเจ้าข้า? 








[1] ทสพลญาณ (บาลีเรียก ตถาคตพลญาณ ๑๐ คือ พระญาณอันเป็นกำลังของพระตถาคต ๑๐ ประการ ที่ทำให้พระองค์สามารถบันลือสีหนาท ประกาศพระศาสนาได้มั่นคง ? the Ten Powers of the Perfect One)


๑. ฐานาฐานญาณ (ปรีชาหยั่งรู้ฐานะและอฐานะ คือ รู้กฎธรรมชาติเกี่ยวกับขอบเขตและขีดขั้นของสิ่งทั้งหลายว่า อะไรเป็นไปไม่ได้ และแค่ไหนเพียงไร โดยเฉพาะในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุกับผล และกฎเกณฑ์ทางจริยธรรมเกี่ยวกับสมรรถวิสัยของบุคคล ซึ่งจะได้รับผลกรรมที่ดีและชั่วต่างๆ กัน ? knowledge of instance and no instance; knowledge of possibilities and impossibilities)


๒. กรรมวิปากญาณ (ปรีชาหยั่งรู้ผลของกรรม คือ สามารถกำหนดแยกการให้ผลอย่างสลับซับซ้อน ระหว่างกรรมดีกับกรรมชั่ว ที่สัมพันธ์กับปัจจัยแวดล้อมต่างๆ มองเห็นรายละเอียดและความสัมพันธ์ภายในกระบวนการก่อผลของกรรมอย่างชัดเจน ? knowledge of ripening of action; knowledge of the results of karma)


๓. สัพพัตถคามินีปฏิปทาญาณ (ปรีชาหยั่งรู้ข้อปฏิบัติที่จะนำไปสู่คติทั้งปวง คือ สุคติ ทุคติ หรือพ้นจากคติ หรือปรีชาหยั่งรู้ข้อปฏิบัติที่จะนำไปสู่อรรถประโยชน์ทั้งปวง กล่าวคือ ทิฏฐธัมมิกัตถะ สัมปรายิกัตถะ หรือ ปรมัตถะ คือรู้ว่าเมื่อปรารถนาจะเข้าถึงคติหรือประโยชน์ใด จะต้องทำอะไรบ้าง มีรายละเอียดวิธีปฏิบัติอย่างไร ? knowledge of the way that leads anywhere; knowledge of the practice leading to all destinies and all goals)


๔. นานาธาตุญาณ (ปรีชาหยั่งรู้สภาวะของโลกอันประกอบด้วยธาตุต่างๆ เป็นเอนก คือ รู้สภาวะของธรรมชาติ ทั้งฝ่ายอุปาทินนกสังขารและฝ่ายอนุปาทินนกสังขาร เช่น รู้จักส่วนประกอบต่างๆ ของชีวิต สภาวะของส่วนประกอบเหล่านั้น พร้อมทั้งลักษณะและหน้าที่ของมันแต่ละอย่าง อาทิการปฏิบัติหน้าที่ของขันธ์ อายตนะ และธาตุต่างๆ ในกระบวนการรับรู้ เป็นต้น และรู้เหตุแห่งความแตกต่างกันของสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น ? knowledge of the world with its many and different elements)


๕. นานาธิมุตติกญาณ (ปรีชาหยั่งรู้อธิมุติ คือ รู้อัธยาศัย ความโน้มเอียง ความเชื่อถือ แนวความสงบใจ เป็นต้น ของสัตว์ทั้งหลายที่เป็นไปต่างๆ กัน ? knowledge of the different dispositions of beings)


๖. อินทริยปโรปริยัตตญาณ (ปรีชาหยั่งรู้ความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลาย คือ รู้ว่าสัตว์นั้นๆ มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา แค่ไหน เพียงใด มีกิเลสมาก กิเลสน้อย มีอินทรีย์อ่อน หรือแก่กล้า สอนง่ายหรือสอนยาก มีความพร้อมที่จะตรัสรู้หรือไม่ ? knowledge of the state of faculties of beings; knowledge of the inferiority and superiority of the controlling faculties of various beings; knowledge as regards maturity of persons)


๗. ฌานาทิสังกิเลสาทิญาณ (ปรีชาหยั่งรู้ความเศร้าหมอง ความผ่องแผ่ว การออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิและสมาบัติทั้งหลาย ? knowledge of defilement, cleansing and emergence in the cases of the meditations, liberations, concentrations and attainments)


๘. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ปรีชาหยั่งรู้อันทำให้ระลึกภพที่เคยอยู่ในหนหลังได้ ? knowledge of the remembrance of former existences)


๙. จุตูปปาตญาณ (ปรีชาหยั่งรู้ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ? knowledge of the decease and rebirth of beings)


๑๐. อาสวักขยญาณ (ปรีชาหยั่งรู้ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ? knowledge of the exhaustion of mental intoxicants)


M.I.69; A.V.33; Vbh.336.    ม.มู.๑๒/๑๖๖/๑๔๐; องฺ.ทสก.๒๔/๒๑/๓๕; อภิ.วิ.๓๕/๘๓๙/๔๕๔.



[2] เวสารัชชะ หรือ เวสารัชชญาณ ๔ (ความไม่ครั่นคร้าน, ความแกล้วกล้าอาจหาญ, พระญาณอันเป็นเหตุให้ทรงแกล้วกล้า ไม่ครั่นคร้าม - intrepidity; self-confidences) พระตถาคตเจ้าไม่ทรงมองเห็นว่า ใครก็ตาม จักทักท้วงพระองค์ได้โดยชอบธรรมในฐานะเหล่านี้ คือ (The Perfect One sees no grounds on which anyone can with justice make the following charges;)


๑. สัมมาสัมพุทธปฏิญญา (ท่านปฏิญญาว่าเป็นสัมมาสัมพุทธะ ธรรมเหล่านี้ท่านยังไม่รู้ - You who claim to be fully self-enlightened are not fully enlightened in these things.)


๒. ขีณาสวปฏิญญา (ท่านปฏิญญาว่าเป็นขีณาสพ อาสวะเหล่านี้ของท่านยังไม่สิ้น - You who claim to gave destroyed all taints have not utterly destroyed these taints.)


๓. อันตรายิกธรรมวาทะ (ท่านกล่าวธรรมเหล่าใดว่าเป็นอันตราย ธรรมเหล่านั้น ไม่อาจก่ออันตรายแก่ผู้ส้องเสพได้จริง - Those things which have been declared by you to be harmful have no power to harm him that follows them.


๔. นิยยานิกธรรมเทศนา (ท่านแสดงธรรมเพื่อประโยชน์อย่างใด ประโยชน์อย่างนั้นไม่เป็นทางนำผู้ทำตามให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบจริง - The Doctrine taught by you for the purpose of utter extinction of suffering does not lead him who acts accordingly to such a goal.)


ด้วยเหตุนี้ พระองค์นี้จึงทรงถึงความเกษม ถึงความไม่มีภัย แกล้วกล้าไม่ครั่นคร้ามอยู่ (Since this is so, he abides in the attainment of security, of fearlessness and intrepidity.) เวสารัชชะ ๔ นี้ คู่กับทศพล หรือ ตถาคตพล ๑๐ (เรียกกันทั่วๆ ไปว่า ทศพลญาณ) เป็นธรรมที่ทำให้พระตถาคต ทรงปฏิญญาฐานะแห่งผู้นำ เปล่งสีหนาทในบริษัททั้งหลาย ยังพรหมจักรให้เป็นไป (Endowed with these four kinds of intrepidity, the Perfect One claims the leader's place, roars his lion's roar in assemblies, and sets rolling the Divine Wheel.)



[3] พุทธธรรม ๑๘ ธรรมของพระพุทธเจ้า, พระคุณสมบัติของพระพุทธเจ้า คัมภีร์มหานิทเทสระบุจำนวนไว้ว่ามี ๖ ประการ แต่ไม่ได้จำแนกข้อไว้ อรรถกถาโยงความให้ว่าได้แก่ ๑. กายกรรมทุกอย่างของพระพุทธเจ้าเป็นไปตามพระญาณ (จะทำอะไรทำด้วยปัญญา ด้วยความรู้เข้าใจ)


๒. วจีกรรมทุกอย่างเป็นไปตามพระญาณ


๓. มโนกรรมทุกอย่างเป็นไปตามพระญาณ


๔. ทรงมีพระญาณไม่ติดขัดในอดีต


๕. ทรงมีพระญาณไม่ติดขัดในอนาคต


๖. ทรงมีพระญาณไม่ติดขัดในปัจจุบัน; คัมภีร์สุมังคลวิลาสินี อรรถกถาแห่งทีฆนิกาย จำแนกพุทธธรรมว่ามี ๑๘ อย่าง คือ ๑. พระตถาคตไม่ทรงมีกายทุจริต ๒. ไม่ทรงมีวจีทุจริต ๓. ไม่ทรงมีมโนทุจริต ๔. ทรงมีพระญาณไม่ติดขัดในอดีต ๕. ทรงมีพระญาณไม่ติดขัดในอนาคต ๖. ทรงมีพระญาณไม่ติดขัดในปัจจุบัน ๗. ทรงมีกายกรรมทุกอย่างเป็นไปตามพระญาณ ๘. ทรงมีวจีกรรมทุกอย่างเป็นไปตามพระญาณ ๙. ทรงมีมโนกรรมทุกอย่างเป็นไปตามพระญาณ ๑๐. ไม่มี
ความเสื่อมฉันทะ (ฉันทะไม่ลดถอย) ๑๑. ไม่มีความเสื่อมวิริยะ (ความเพียรไม่ลดถอย )๑๒. ไม่มีความเสื่อมสติ (สติไม่ลดถอย) ๑๓. ไม่มีการเล่น ๑๔. ไม่มีการพูดพลาด ๑๕. ไม่มีการทำพลาด ๑๖. ไม่มีความผลุนผลัน๑๗. ไม่มีพระทัยที่ไม่ขวนขวาย ๑๘. ไม่มีอกุศลจิต



[4] สัพพัญญู  แปลว่า  พระพุทธเจ้า,พระสัพพัญญู,ผู้รู้ธรรมทั้งปวง.  ที่ทรงได้นามว่าสัพพัญญู  เพราะทรงรู้ธรรมทั้งปวงโดยปรกติ



[5] ขันธ์ 5 หรือ เบญจขันธ์ (กองแห่งรูปธรรมและนามธรรม 5 หมวด ที่ประชุมกันเข้าเป็นหน่วยรวม ซึ่งบัญญัติเรียกว่า สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา เป็นต้น, ส่วนประกอบ 5 อย่างที่รวมเข้าเป็นชีวิต ? the Five Groups of Existence; Five Aggregates) 1. รูปขันธ์ (กองรูป, ส่วนที่เป็นรูป, ร่างกาย พฤติกรรม และคุณสมบัติต่างๆ ของส่วนที่เป็นร่างกาย, ส่วนประกอบฝ่ายรูปธรรมทั้งหมด, สิ่งที่เป็นร่างพร้อมทั้งคุณและอาการ ? corporeality) 2. เวทนาขันธ์ (กองเวทนา, ส่วนที่เป็นการเสวยอารมณ์, ความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ ? feeling; sensation) 3. สัญญาขันธ์ (กองสัญญา, ส่วนที่เป็นความกำหนดหมาย, ความกำหนดได้หมายรู้ในอารมณ์ 6 เช่นว่า ขาว เขียว ดำ แดง เป็นต้น ? perception) 4. สังขารขันธ์ (กองสังขาร, ส่วนที่เป็นความปรุงแต่ง, สภาพที่ปรุงแต่งจิตให้ดีหรือชั่วหรือเป็นกลางๆ, คุณสมบัติต่างๆ ของจิต มีเจตนาเป็นตัวนำ ที่ปรุงแต่งคุณภาพของจิต ให้เป็นกุศล อกุศล อัพยากฤต ? mental formations; volitional activities) 5. วิญญาณขันธ์ (กองวิญญาณ, ส่วนที่เป็นความรู้แจ้งอารมณ์, ความรู้อารมณ์ทางอายตนะทั้ง 6 มีการเห็น การได้ยิน เป็นต้น ได้แก่ วิญญาณ 6 ? consciousness)



[6] อายตนะ หมายถึง สิ่งที่เชื่อมต่อกันให้เกิดความรู้ ทำให้จิตและเจตสิก  ประกอบด้วย 1.อายตนะภายใน มี 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ 2.อายตนะภายนอก มี 6 คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และ ธรรมารมณ์ รวมอายตนะภายในและภายนอก เรียกว่า ?อายตนะ 12?



[7] ธาตุ 18 (สิ่งที่ทรงสภาวะของตนอยู่เอง ตามที่เหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น เป็นไปตามธรรมนิยามคือกำหนดแห่งธรรมดา ไม่มีผู้สร้างผู้บันดาล และมีรูปลักษณะกิจอาการเป็นแบบจำเพาะตัว อันพึงกำหนดเอาเป็นหลักได้แต่ละอย่างๆ ? elements) 1. จักขุธาตุ (ธาตุคือจักขุปสาท ? eye element) 2. รูปธาตุ (ธาตุคือรูปารมณ์ ? visible-data element) 3. จักขุวิญญาณธาตุ (ธาตุคือจักขุวิญญาณ ? eye-consciousness element) 4. โสตธาตุ (ธาตุคือโสตปสาท ? ear element)  5. สัททธาตุ (ธาตุคือสัททารมณ์ ? sound element) 6. โสตวิญญาณธาตุ (ธาตุคือโสตวิญญาณ ? ear-consciousness element) 7. ฆานธาตุ (ธาตุคือฆานปสาท ? nose element) 8. คันธธาตุ (ธาตุคือคันธารมณ์ ? odor element) 9. ฆานวิญญาณธาตุ (ธาตุคือฆานวิญญาณ ? nose-conscious-ness element) 10. ชิวหาธาตุ (ธาตุคือชิวหาปสาท ? tongue element) 11. รสธาตุ (ธาตุคือรสารมณ์ ? flavor element) 12. ชิวหาวิญญาณธาตุ (ธาตุคือชิวหาวิญญาณ ? tongue-consciousness element) 13. กายธาตุ (ธาตุคือกายปสาท ? body element) 14. โผฏฐัพพธาตุ (ธาตุคือโผฏฐัพพารมณ์ ? tangible-data element) 15. กายวิญญาณธาตุ (ธาตุคือกายวิญญาณ ? body-consciousness element) 16. มโนธาตุ (ธาตุคือมโน ? mind element) 17. ธรรมธาตุ (ธาตุคือธรรมารมณ์ ? mental-data element) 18. มโนวิญญาณธาตุ (ธาตุคือมโนวิญญาณ ? mind-consciousness element)

ความคิดเห็นนี้ได้ถูกโหวตไปแล้ว 0 ครั้ง

ชื่อ: sutra วันเวลา: 30/06/2553 23:36:13
 
 


 
 ความคิดเห็นที่ 2

?????????????????????????????????????????????????????????????????


???????????????????????????????????????????????????


??????????????????????????????????????????????????????????????????????


???????????????????????????????????????????????????????????????????????????


มีพระพุทธดำรัสกับพระมัญชุศรีว่า ?ความเป็นอย่างนั้น ลักษณะที่จริงแท้ สภาวะแห่งธรรม ที่ตั้งแห่งธรรม ฐานะแห่งธรรม ในความจริงแล้ว มีความแตกต่างของพุทธะและบุถุชนหรือไม่?? พระมัญชุศรีตอบว่า ?หามิได้ พระเจ้าข้า? ตรัสว่า ?หากไม่มีความแตกต่าง แล้วเหตุใดจึงเกิดความสงสัย??


ม. ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! ในความไม่แตกต่าง มีพุทธะ มีบุถุชนหรือไม่เล่า พระเจ้าข้า??  พ. ?มีอยู่ เหตุไฉนนั้นฤๅ?  เหตุเพราะพุทธะแลบุถุชน มิเป็นสอง มิแตกต่าง เป็นลักษณะเดียว แลไร้ซึ่งลักษณะ?


พ. ?เธอเชื่อว่าตถาคตประเสริฐสุดในหมู่สรรพสัตว์ทั้งปวงหรือไม่?? ม. ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! ข้าพระองค์เชื่อว่าพระตถาคตประเสริฐสุดในหมู่สรรพสัตว์ทั้งปวง ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! หากข้าพระองค์เชื่อว่าพระตถาคตประเสริฐสุดในหมู่สรรพสัตว์ทั้งปวงแล้วไซร้ พระตถาคตย่อมไม่ได้ประเสริฐสุด?


พ. ?เธอเชื่อว่าตถาคตสำเร็จอจินไตยธรรมทั้งปวงหรือไม่? ม. ?ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! ข้าพระองค์เชื่อว่าพระตถาคตสำเร็จอจินไตยธรรมทั้งปวง ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! หากข้าพระองค์เชื่อว่าพระตถาคตสำเร็จอจินไตยธรรมทั้งปวงแล้วไซร้ พระตถาคตย่อมเป็นผู้ที่สามารถคาดเดาได้ (ไม่เป็นอจินไตย)?


 

ความคิดเห็นนี้ได้ถูกโหวตไปแล้ว 0 ครั้ง

ชื่อ: sutra วันเวลา: 30/06/2553 23:36:58
 
 

© 2006-2009 Buddhayan.com, All rights reserved. Sponsor by Peony Manufacturing Group Co., Ltd.
Design By ThaiUNIXwebdesign.com