Username :
Password :
[สมัครสมาชิก]
[ลืมรหัสผ่าน]
เว็บบอร์ด
>
ภาวนาคือชีวิต
>
Text Size
ก
ก
ก
ก
ชนะอารมณ์ โดย หลวงปู่พุทธะอิสระ
พวกเราทั้งหลายพากันเกลียดกลัวความทุกข์ ซึ่งเก็บอัดไว้ข้างในใจ เหตุเพราะการไม่รู้จักระวังอารมณ์ อารมณ์คือมาร อารมณ์คือบ่วงแห่งมาร เมื่อไม่ระวังผลที่ออกมาคือความทุกข์
อารมณ์เป็นของที่เกิดขึ้นภายนอก ตาทำหน้าที่มอง หูทำหน้าที่ฟัง จมูกทำหน้าที่ดมกลิ่น ลิ้นทำหน้าที่รับรส แต่ตา หู จมูก ลิ้น สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ เมื่อได้รับรส รับการสัมผัส รับการดมกลิ่น มันไม่ได้คงอยู่ต่อไปตลอดกาลตลอดสมัย ยกเว้นแต่เราเอาตัวของเรา คือจิตหรือใจของเราไปผูกกับสิ่งเหล่านั้นไว้ เสียงที่พูดความจริงก็ดี ไม่จริงก็ดี ที่ถูกใจก็ดี ไม่ถูกใจก็ดี กิริยาอาการท่าทางที่ชอบใจก็ดี ไม่ชอบใจก็ดี ความจริงกิริยาก็คือกิริยา คำพูดก็คือคำพูด มันจะทำให้เกิดความสุขความทุกข์ไม่ได้ ถ้าไม่เอาใจเข้าไปยึดไว้ เพราะคำพูดหลุดออกมาจากปาก ได้ยินแล้วก็หายไป ให้มาพูดกรอกหูเข้าหูซ้าย ถ้าคนไม่สนใจจำมันก็ออกหูขวา แต่ถ้าเราสนใจที่จะจำคือสนใจในคำพูดเหล่านั้น เราเอาใจไปเปิดรอรับคำพูด เหมือนเราเอาถุงพลาสติกเปล่าๆไปอ้ารอให้ลมมันเข้า เสร็จแล้วก็ปิดปากถุง สุดท้ายเมื่อลมมันเข้าไปในถุงแล้ว อะไรเกิดขึ้น! ความอึดอัดขัดเคือง รำคาญ ของผู้เป็นเจ้าของถุงนั้นก็เกิด ความหนักที่ต้องแบกในสภาวะที่ลมมันเข้าก็เกิด ถ้าอย่างนั้นคนฉลาดรู้ตัวว่าลมพัดผ่านมา ก็อย่าไปเปิดถุงอ้ารับลม พูดง่ายๆอย่าไปสนใจในอารมณ์ต่างๆที่คนอื่นทำให้เราต้องเกิดอารมณ์ และตัวเราเองอย่าปรุงแต่งให้เกิดอารมณ์แห่งความชอบใจไม่ชอบใจ
เมื่อเราเอาจิตของเราไปผูกกับรส รูป กลิ่น เสียง สัมผัส แล้วปรุงแต่งให้เป็นความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ปรุงแต่งให้เป็นเวทนา เมื่อเวทนาเกิดขึ้นก็กลายเป็นอารมณ์คือความอยาก ความทนได้ยากคือความทุกข์ก็ตามมา
ดังนั้น เมื่อเรารู้ว่าเวทนาทำให้เกิดอารมณ์จากการที่ตาเห็นรูป เราจึงต้องสำรวมตาอย่างที่องค์สมเด็จพระศาสดาพระองค์ทรงสอนให้สำรวมอินทรีย์ทั้ง ๖
อินทรีย์ แปลว่า ความเป็นใหญ่ ใหญ่ในการทำหน้าที่ เช่น ตาเป็นใหญ่ในการเห็น หูเป็นใหญ่ในการได้ยิน อินทรีย์ทั้ง ๖ ก็คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ การที่พระพุทธองค์ทรงสอนให้สำรวมอินทรีย์ทั้ง ๖ ก็คือให้ สำรวมตา สำรวมหู สำรวมจมูก สำรวมลิ้น สำรวมการสัมผัส สำรวมใจ เช่น สำรวมว่าเอาตาทำหน้าที่มองรูป แต่ก็ไม่ต้องรับรู้ ไม่ต้องแยกแยะว่ารูปชนิดนี้ มีความสวย ชอบใจ รูปชนิดนี้ไม่สวย ไม่ชอบใจ
ปกติของตาแยกแยะไม่ได้อยู่แล้ว แต่ที่แยกแยะได้เพราะคราใดที่ตามองรูปแล้วปรุงแต่ง แยกว่ารูปสวย พอใจ นั่นเป็นเพราะเรามองด้วยจิตที่มีราคะ เรียกว่า ราคะมูลจิต คือ หมายถึงรูปที่ตาเห็นเกิดความสัมผัสรับรู้ แล้วปรุงแต่งด้วยอารมรณ์ราคะที่เป็นพื้นฐานของจิตที่สั่งสมพอกพูนมาแต่อดีตที่เรียกว่า กิเลสอนุสัย ได้แก่ กิเลสที่ติดแน่นมาจากชาติภพที่แล้วและก่อนที่จะเกิดราคะมูลจิต หรือกิเลสอนุสัยเกิดขึ้นติดตัวเรามาได้ เพราะอวิชาความไม่รู้ ไม่เข้าใจสภาวะที่แท้จริงของสิ่งทั้งปวง และถ้าตาเห็นรูปแล้วปรุงแต่ง แยกว่ารูปไม่สวย ไม่ชอบใจ นั่นก็เป็นเพราะเรามองรูปนั้นด้วยจิตที่มีโทสะ เรียกว่า โทสะมูลจิต ซึ่งโทสะมูลจิตนี้ ก็มีลักษณะอาการเกิดเหมือนๆกับราคะมูลจิตเหมือนกัน
เพราะฉะนั้นถ้าเรายังปล่อยให้ตามองรูป ตามแต่กิเลสที่เป็นอนุสัยจะพาไป โดยเอาใจไปจดจ่อกับตาและรูป แล้วก็แยกแยะออกมาถูกบ้าง ควรบ้าง ไม่ถูกบ้าง ไม่ควรบ้าง
เมื่อความไม่ถูก ไม่ควรเกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องมาถามชาวบ้าน ทีนี้อะไรจะเกิดขึ้น ปัญหาก็เกิดขึ้นคั่งค้างในใจ สุดท้ายก็มีแต่ความทุกข์ทรมาน เพราะชาวบ้านก็ช่วยอะไรไม่ได้ แต่เราสามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเราเอง วิธีการแก้ง่ายนิดเดียว คือ ต้องระงับอารมณ์
อารมณ์นี่สำคัญ คนเราจะดี จะชั่ว จะเลว ต้องรู้จักระงับอารมณ์ ก็คือ ต้องรู้จักสำรวมตาอย่าแส่ไปหารูปอะไรต่างๆรอบกายมากนัก ทำเฉพาะให้มันรู้สึกว่า มองเพียงหน้าที่ หน้าที่ที่จะดูทาง ดูทิศ ดูรูป ดูสิ่งต่างๆ แต่ตาไม่ใช่ทำหน้าที่แยกแยะว่า รูปดี รูปชั่ว รูปเลว ตัวที่ทำหน้าที่แยกแยะรูปคือกิเลสตัณหาที่หมักดองในสันดาน บังคับสั่งการให้เราเป็นคนพาล คนหลง ในสิ่งที่ไม่มีตัวตนที่แท้จริง เมื่อไปหลงปรุงแต่งยึดถือก็เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เหมือนดังบุคคลเพียรพยายามใช้พู่กันจุ่มสีแล้ววาดรูปในอากาศ มันเป็นไปไม่ได้ แต่ก็พยายามคิดว่าเป็นไปได้ เมื่อไม่ได้ดังปรารถนาก็เกิดทุกข์
ด้วยเหตุนี้พระศาสดาทรงสอนให้ชาวเราทั้งหลาย สำรวมตาในการมองรูป มิใช่ห้ามมิให้มอง พระองค์ทรงให้มองได้ แต่จงมองด้วยปัญญารู้แจ้งตามความเป็นจริงว่า รูปทั้งสวยและซวย หรือโทรม ไม่เที่ยง ไม่มีตัวตนที่แท้จริง เป็นทุกข์ทนได้ยาก เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็เสื่อมสภาพลง ไม่คงที่ ทุกอย่างในรูปเป็นสิ่งที่ต้องอิงอาศัยเหตุปัจจัยเป็นอยู่ เช่น รูปสวยและซวยทั้งหลาย มีชีวิตเกิดขึ้นมาได้จนเป็นรูปสวยและซวยนั้น ก็ต้องอิงอาศัยก้อนข้าว หยดน้ำ อากาศหายใจ เพื่อไปหล่อเลี้ยงรูปนี้ให้เจริญขึ้น เป็นอยู่ได้ ถ้าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง รูปนี้ก็จะไม่เจริญขึ้น ตั้งอยู่ไม่ได้ และเพื่อจักให้รูปนี้เจริญตั้งอยู่ได้ ผู้เป็นเจ้าของรูปจึงต้องมีภาระในการบริหาร จัดหา สิ่งที่รูปนี้ต้องการ มาบำรุงบำเรอจนกว่ารูปจะตายลง ถ้าหยุดเพียงแค่นี้ก็พอทน แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่ ไม่หยุด เจ้าของรูปนอกจากมีภาระในการบริหาร จัดหาสิ่งที่รูปต้องการแล้ว ยังต้องคอยดูแลรักษา ชำระล้าง ทะนุถนอมให้รูปนี้ดูดีในสายตาของตนและคนอื่น นึกว่าจะหยุดแค่นี้ รูปนี้ซึ่งมีทั้งสวยและซวย ยังประกอบไปด้วยจิตวิญญาณซึ่งมีกิเลสอนุสัย ที่ฝั่งแน่นมาแต่อดีต ไม่รู้ว่ากี่ภพกี่ชาติ จนถึงปัจจุบัน
กิเลสเหล่านั้นก็มีพวกใหญ่ๆถึง ๓ พวก อันได้แก่ ราคะ โทสะ โมหะ ซ้ำยังมีบริวารติดตามมาอีกมากมายจนนับแทบไม่ถ้วน เมื่อราชากิเลสและพลเมืองกิเลสได้เข้ามายึดครองจิตวิญญาณของรูปนี้เสียแล้ว ย่อมเป็นธรรมดาอยู่เองที่ผู้เป็นนาย ย่อมครอบงำทาส ใช้ทาสเอารัดเอาเปรียบทาส บังคับขู่เข็ญทาส ให้ขวนขวายหาสิ่งที่นายต้องการตามคำสั่ง โดยมิสนใจว่าสิ่งนั้นๆจะได้มาด้วยความง่ายดายหรือยากลำบากขนาดไหน ผู้เป็นนายจักไม่ใส่ใจ ขอให้ทาสหามาให้ ให้ได้ก็แล้วกัน แม้บางครั้งอาจจักทำให้ผู้เป็นทาสนั้นพิการ หรือตายก็ตาม และถ้าเผอิญเกิดทาสนั้นตายลงไปจริงๆ นายผู้โหดร้ายทั้งหลายนี้ ก็จะตามไปทวงหนี้หรือใช้งานจนข้ามภพข้ามชาติทีเดียวแหละ ดูช่างไม่มีวันจบสิ้น
เหตุนี้องค์สมเด็จพระพิชิตมาร ศาสดาสัมมาสัมพุทธะ ผู้ทรงพระปัญญาอันประเสริฐ จึงทรงสอนให้ชาวเราทั้งหลาย อย่ามองรูปด้วยเห็นว่าเป็นเลศ แต่งจงมองให้ทะลุความเป็นเลศนั้นเข้าไป จนเห็นแจ้งสภาพความจริงของรูปจนรู้ว่า มีองค์ประกอบด้วยเหตุปัจจัยอะไร จักได้ไม่หลงยึดติดในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน รสที่รับ กลิ่นที่ดม สัมผัสที่มี ดีและชั่วที่ปรากฏแก่จิต เหล่านี้เป็นวิธีตัดวงจรของการสืบต่ออนุสัยกิเลสที่มีมาแต่อดีต และปัจจุบันกิเลสได้แก่กิเลสที่จักเกิดขึ้นในปัจจุบัน
ในบรรดาอินทรีย์ทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้ มีอยู่อย่างเดียวที่น่าจะสำรวมมากที่สุด ก็คือ ใจ เพราะใจเป็นเหมือนนายใหญ่ ใจเปรียบเหมือนแม่ทัพ ส่วนตา หู จมูก ลิ้น กาย เปรียบเหมือนนายกอง หรือสมุนมือขวา มือซ้าย ทำหน้าที่ตามคำสั่งของแม่ทัพ ถ้าแม่ทัพดี คำสั่งที่ใช้ลูกน้องก็ย่อมสั่งในสิ่งที่ดี ที่ถูก ที่ควร หมายความว่า ถ้าใจดี ใจเรียบร้อย ใจน่ารัก ใจสว่าง สะอาด สงบ การมองรูปก็มองด้วยปัญญา พิจารณารู้เท่าทันตามความเป็นจริงของรูปที่เห็น มันก็ไม่เกิดความรู้สึก ไม่ต้องไปเก็บกดอารมณ์ที่มากระทบ แต่ถ้าการมองรูปแล้วบังเกิดอาการปรุงแต่ง พร้อมทั้งเกิดเป็นอุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่น สุดท้ายก็จะมีความวุ่นตามมา
เมื่อเราสำรวมใจได้ ตาจะเห็นรูปอย่างไรก็ช่างหัวมัน เพราะตาเก็บรูปไม่ได้ หูจะฟังเสียงอย่างไรช่างหัวมัน เพราะหูเก็บเสียงไม่ได้ จมูกได้กลิ่นอย่างไรเรื่องของมัน กายสัมผัสอย่างไรก็เป็นเรื่องของมัน ลิ้นได้รับรสอย่างไรก็เป็นเรื่องของมัน
ถ้าเราไม่สำรวมใจ ไม่รู้จักรักษาอารมณ์ ไม่รู้จักทรงอารมณ์แห่งความว่าง สว่าง สงบ ไว้ในตัวเอง มันจะเกิดความทุกข์ทรมาน ตามอาการทั้ง ๖ ที่มันชักจูงไป
ฉะนั้น เมื่อใจนี้เป็นที่ให้เกิดอารมณ์ อารมณ์ตัวเดียวทำให้เกิดทุกข์สุขได้มากมายอย่างนี้ เราก็ต้องมาดูว่า เรามีวิธีจะจัดการมันได้ยังไง ก่อนอื่นเราจะต้องรู้ก่อนว่า อารมณ์มันจะเข้ามาด้วยวิธีการแบบไหน
หลวงปู่จะเปรียบเทียบให้เห็นง่ายๆอย่างนี้ว่า
ตอนนี้เรามีบ้านอยู่ไหม บ้านเรามีประตูหรือเปล่า? มีหน้าต่างไหม? ถ้าเกิดฝนตก เราจะทำอย่างไรไม่ให้เปียกฝน เราก็ต้องปิดประตูหน้าต่าง ไม่ให้ฝนสาดเข้าบ้านได้ใช่ไหม ถ้าเราบอกว่าตอนนี้เราทุกข์ทรมานเพราะตัวอารมณ์ หลวงปู่เปรียบอารมณ์เป็นฝน ที่ทำให้เราหมดความสงบ ฝนที่ตกลงมาและพร้อมที่จะมาสาดรดบุคคลที่อยู่ในบ้าน ถ้าคนฉลาดรู้ว่าฝนตก ก็ต้องรีบเข้าไปหลบภายในบ้านเสียก่อน แล้วปิดประตูหน้าต่าง อย่างนี้ฝนจะเปียกเราได้หรือไม่
เมื่อเปรียบฝนเป็นอารมณ์ บ้านก็เปรียบได้กับร่างกาย คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ส่วนจิตก็เปรียบเหมือนเป็นเจ้าของอยู่ในบ้าน เมื่อฝนแห่งอารมณ์ คือ อารมณ์โทสะ อารมณ์โมหะ อารมณ์ราคะ อารมณ์ความโลภ ความโกรธ ความหลง เกิดขึ้น เป็นฝนที่ทำให้บุคคลต้องทรมาน ต้องเปียกปอนเป็นของธรรมดา ตามสภาวะของสีแห่งฝนนั้นๆ เช่น ราคะก็มีสีของฝนกระดำกระด่าง โทสะก็มีสีของฝนแห่งความดำและแดง โมหะมีสีแห่งความเปรอะเปื้อน ความเขียวๆเหลืองๆ ความช้ำใน สิ่งเหล่านี้จัดว่าเป็นน้ำฝนที่มีสี มีความสกปรก ถ้าเราเอาตัวเองเข้าไปคลุกคลี ความรู้สึกทุกข์ทรมาน เดือดร้อน ความสกปรกปฏิกูลพึงรังเกียจย่อมเกิดตามมา ทีนี้เราจะทำอย่างไร ที่จะไม่ให้ตัวเราเปียกปอน เกลือกกลั้วกับสิ่งเหล่านี้ เราก็ต้องคอยปิดประตูรูช่อง อย่าให้ฝนสาดรอดเข้ามาได้
ฉะนั้น เมื่อฝนเป็นอารมณ์ ฝนจะเข้าทางไหน ก็เข้าทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ซึ่งเปรียบได้กับประตู หน้าต่าง เมื่อเราเป็นเจ้าของบ้านซึ่งเปรียบได้กับจิต เราก็ต้องคอยปิดประตู หน้าต่างไม่ให้ฝนแห่งอารมณ์สาดเข้ามา
เพราะถ้าเรามัวแต่เปิดประตูตา ประตูจมูก ประตูลิ้น ประตูกาย ประตูหู ให้ฝนแห่งอารมณ์สาดเข้ามาเปียกบุคคลผู้อยู่ในบ้าน คือใจของเรานั้น ให้เศร้าหมอง ให้เปียกปอน เราก็จะอยู่ในโลกอย่างไม่เป็นสุข ต้องเดือด ต้องร้อน ต้องทุรนทุราย ต้องกระวนกระวาย ต้องขวนขวายดิ้นรน คนชนิดนี้จึงเป็นคนที่เป็นทาส ไม่เป็นไท เพราะฉะนั้นหลวงปู่จึงสอนพวกเราให้เป็นไท ไม่เป็นทาส
แล้วการปิดประตู หน้าต่าง ไม่ใช่หมายถึงว่าเดินปิดตา นั่งปิดหู นั่งปิดจมูก นอนปิดปาก แต่การปิดนี้คือ เมื่อตาเห็นรูป เกิดความรู้สึกก็ใช้ปัญญา พิจารณาสภาพแท้จริงของรูปที่เห็นแล้ววางเฉย อย่ารับเอาฝนแห่งอารมณ์ทางตาเข้ามาทำให้ใจเศร้าหมอง เมื่อหูฟังเสียงเกิดความรู้สึก ก็ใช้ปัญญาพิจารณาให้รู้จริง ก็มีความเฉยๆ อย่ารับเอาฝนแห่งเสียงที่เป็นอารมณ์ทางหูมาทำให้ใจเศร้าหมอง เมื่อจมูกได้กลิ่น มีความรู้สึก ก็ใช้ปัญญาพิาจารณาจนรู้แจ้ง แล้วทำความเฉยๆ อย่ารับเอาฝนแห่งอารมณ์ทางจมูกทางกลิ่น มาทำให้ใจ คือคนที่อยู่ในบ้านเศร้าหมอง เมื่อลิ้นรับรสเกิดความรู้สึก ก็ต้องเฉยๆ อย่ารับเอาฝนแห่งอารมณ์ทางรสชาติ มาทำให้ใจต้องเศร้าหมอง ต้องทนทุกข์ทรมาน เปียกปอนไปตามฝนที่สาดเข้ามา
ฉะนั้น เมื่อเรารู้ตัวว่าเวลานี้ฝนเริ่มตั้งเค้ามา ตั้งมาจากบุคคลคนนี้ บุคคลคนนี้จะทำให้เราเปียกฝน ถ้าอย่างนั้นเมื่อเห็นหน้าฝนแล้วต้องทำอย่างไร ก็เข้าบ้านปิดประตู คือทำใจ เตรียมใจปกป้องใจเสียก่อนที่จะไปเจอะไปเจอกับอารมณ์ที่จะมากับบุคคลเหล่านั้น ทำใจให้มันยิ้มแย้มแจ่มใสเป็นปกติ มีความรู้สึกเป็นธรรมดา ตั้งท่าสู้มันเสียก่อน ไม่ใช่สู้ทีหลัง เมื่อมันชักธงรบ อย่างนั้นก็แพ้ซี เพราะมัวรอให้เขาตีหัวก่อน แล้วค่อยตีเขาตอบ พูดอย่างนี้ไม่ได้ให้ไปทะเลาะกัน พูดอย่างนี้เพื่อให้เราตั้งท่าเตรียมไว้ที่จะรบกับอารมณ์ที่บุคคลคนนั้นจะใส่ให้เรา ทำใจเอาไว้เสมอทุกครั้งที่จะต้องไปเห็นหน้ามันว่า นี่เราต้องไปเผชิญกับอารมณ์แห่งความทุกข์ เมื่อรู้ตัวว่าความทุกข์เป็นความทรมาน ต้องระวังใจ เพราะถ้าเรายังมีความหมกมุ่น มัวเมา และใหลหลงอยู่ในสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นอยู่ก็ต้องทำใจให้มันเป็นปกติไว้อยู่เสมอว่า...เวลานี้เราอยู่ใกล้บ่อน้ำที่มีความสกปรก มันจะกระเซ็นมาถูกเราเมื่อไรก็ได้
เพราะฉะนั้น การที่มีชีวิตอยู่อย่างเป็นผู้ระวังอารมณ์ ระวังไม่ให้ฝนเข้ามาเปียกตัวเอง ไม่ให้ซัดสาดเข้ามาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ความระวังตัวนี้เรียกว่าสติ สติก็มาจากการสร้างเสริมให้เกิดขึ้นจนเป็นสมาธิ คือความตั้งใจ ตั้งใจว่าวันนี้ถ้าเราเจอบุคคลเหล่านั้นที่จะสาดฝนใส่ตัวเรา เราต้องทำความรู้สึกว่าเป็นธรรมดา มันเป็นธรรมดาที่จะต้องสาดให้เราเกิดความทรมาน
ถ้าเรารู้อย่างนั้นไอ้สิ่งที่มันสาดมาก็เป็นของธรรมดาอีก ถ้ามันหนีไม่ได้ เป็นของธรรมดาที่เราต้องมีความรู้สึกว่าเฉยๆอยู่เป็นปกติ ถ้าเราเดือดร้อนไปตามสภาวะที่มันสาดมา นั่นผลประโยชน์เราไม่ได้ สุดท้ายเราจะเป็นผู้ขาดทุน คือเสียประโยชน์ แล้วใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์อันนั้นรู้ไหม ก็ผู้ที่สาดฝนใส่เรา กลายเป็นว่าเราสนับสนุนให้เขามีประโยชน์มากกว่าเก่า อย่างนี้จัดเป็นคนโง่หรือคนฉลาด ยกตัวอย่างเช่น
ถ้าเราด่าใครสักคน แล้วเขาทำความรู้สึกเฉยๆ เราจะรู้สึกอย่างไร ก็อกแตกตาย ดีไม่ดีเดี๋ยวหันไปเตะหมู เตะหมา ด่าแมว เพราะมันกลุ้มใจที่ไอ้นี่ด่าแล้วหน้าด้าน ด่าแล้วไม่รู้เรื่อง ด่าแล้วไม่ยอมเจ็บตามที่เราด่า แต่ถ้าเราทำความรู้สึกในตัวของเราว่า คนคนนั้นถ้ามันจะมาด่าเรา ก็ทำความรู้สึกเฉยๆเหมือนอย่างนั้น สุดท้ายมันก็อกแตกตายไปเอง ที่พูดอย่างนี้ไม่ใช่แช่งให้เขาตาย แต่สุดท้ายมันก็ต้องยอมแพ้ไปโดยปริยาย
ฉะนั้น เมื่อพวกเราทั้งหลายอยู่ในบ้าน ถ้าฝนตกก็ย่อมต้องปิดประตู หน้าต่าง เพื่อป้องกันลมฝนไม่ให้สาดเข้าบ้านฉันใด การที่พวกเรารู้จักปิดกาย ปิดวาจา ปิดจมูก ปิดลิ้น ปิดหู ปิดตา ไม่ให้รับเอาฝนแห่งอารมณ์ที่เกิดทางตา จมูก ลิ้น และกาย เข้ามาทำให้คนที่อาศัยอยู่ในบ้านคือใจ ต้องทนทุกข์ทรมาน เปียกปอนไปตามฝนที่สาดเข้ามา ให้มีความรู้สึกเดือดร้อนไปด้วยฉันนั้น เพราะฉะนั้นต้องมีการปิด แค่นี้เองเราก็สามารถจะค่อยๆปลด ค่อยๆวาง ค่อยๆปล่อย ค่อยๆเว้น
หลวงปู่อยากให้พวกเราทั้งหลายเป็นคนวางทุกอย่าง การวางในที่นี้ไม่ใช่สอนให้เป็นคนขี้เกียจ แต่ให้รู้จักปลด ให้รู้จักทำหน้าที่ พ่อก็ทำหน้าที่ของพ่อ แม่ก็ทำหน้าที่ของแม่ ลูกก็ทำหน้าที่ของลูกที่ดี เมื่อทุกคนทำไปตามหน้าที่ที่ดีแล้ว หลังจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของตัวเองที่ต้องปลด ต้องปล่อย ต้องวางอารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่แบกในอารมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ไม่มีอุปาทานติดในอารมณ์ต่างๆ เป็นผู้ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น ไม่ผูกพัน ในสิ่งทั้งหลายในโลก
พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า เธอทั้งหลายจงทำใจให้สะอาด สว่าง สงบ เป็นผู้อยู่ในโลกอย่างเป็นผู้ไม่ติดยึดในสิ่งใดๆ เมื่อไม่ติดในอะไรๆ และไม่มีอะไรจะติด สุดท้ายก็สามารถที่จะอยู่เหนืออารมณ์ เหนือกฎเกณฑ์ เหนือโลก และเหนือธรรมชาติ เมื่อเป็นผู้อยู่เหนือทุกอย่างแล้ว ก็สามารถจะใช้ชีวิตในโลกได้อย่างเป็นอิสระและสุขใจทุกๆสถานที่ ทั้งยังอยู่ได้ด้วยความเป็นไทไม่เป็นทาส คงเป็นเพราะเหตุนี้กระมังที่พระองค์ทรงตรัสว่า เราคือโลก โลกคือเรา เราคือจิต จิตคือเรา
แล้วเราก็เป็นผู้ยืนอยู่เหนือโลก เป็นผู้ชนะโลก ชนะทุกๆสิ่งที่มีและเกิดขึ้นในโลก นั่นคืออารมณ์ อารมณ์จะไป อารมณ์จะมา อารมณ์แห่งราคะ โทสะ โมหะ อารมณ์ความโลภ ความโกรธ ความหลง ทั้งที่เป็นอดีต ปัจจุบัน และจักเกิดต่อไปในอนาคตที่เราทั้งหลายชอบที่จะเปิดประตูหน้าต่าง เปิดโอกาสให้อารมณ์เหล่านั้นเข้ามาเป็นเจ้าของชีวิต เข้ามาเป็นตัวบัญญัติ ทำให้เกิดความสุขและความทุกข์
เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว เราต้องเพียรพยายามที่จะระวังป้องกันมิให้อารมณ์ทั้งดีและไม่ดีทั้งปวงเข้ามาเป็นนายของเรา ชักชูเราให้แสดงอาการกิริยาไม่ถูกต้อง หรืออย่าให้ตัวเองตกเป็นทาสของอารมณ์ วันใดเวลาใดที่เรามีความรู้สึกว่า เราเริ่มเป็นทาสของอารมณ์ เมื่อตกเป็นทาส เรารู้ตัวต้องดึงออกมาเป็นไทให้ได้ ครั้นเราสามารถที่จะระแวดระวังไม่ให้อารมณ์ทั้งดีและไม่ดีทั้งปวงเข้ามาเป็นนายของเราได้แล้ว เราก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้อยู่ในโลกอย่างมีชัยชนะ เป็นอิสระ พบความสุข หมดทุกข์ทั้งกายและใจ เช่นนี้จึงจะใช้คำพูดได้เต็มปากว่า เราคือโลก โลกคือเรา เราคือจิต จิตคือเรา เพราะสภาวะของโลกและจิต มิได้มีความสุข ความทุกข์ไปกับอารมณ์ต่างๆที่มารบกวนวุ่นวาย
ฉะนั้น ถ้ามีเวลาว่างจากการงาน ต้องรู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ หรือขณะที่ทำการงานก็ภาวนาไปในตัวด้วยก็ได้ การทำอย่างนี้เรียกว่าเป็นวิธีลับมีด และรักษาคมมีด เราต้องรู้จักลับมีด ถ้าไม่ลับมีดก็ไม่คม คนที่สามารถจะใช้มีดได้ทุกกาลทุกสมัยตามความต้องการนั้น เพราะเป็นผู้รู้จักรักษาความคมของมีด การรักษาคมของมีด คือทรงอารมณ์ไว้ในอารมณ์ภาวนา อย่าปล่อยให้จิตหลงระเริงไปในเรื่องราคะ โทสะ โมหะ อบรมจิตให้อยู่ในองค์ภาวนา
ภาวนา ตัวนี้แปลว่าทำให้มั่น ในที่นี้หมายเอาการทำสติให้ตั้งมั่น ทำการรู้อาการลมหายใจอย่างตั้งมั่น ว่าลมเข้าหรือออก เข้ายาวหรือออกสั้นรู้ให้ชัด รู้ให้มั่นคงไม่ลืมหลง ก็เรียกว่าภาวนา หรือรู้จักความเป็นไปของกาย ชีวิต อารมณ์จิต ตามความเป็นจริงอยู่ทุกขณะ โดยไม่ลืมหลง ดำรงความรู้แจ้งเช่นนั้นอยู่ตลอดเวลา เช่นนี้ท่านก็เรียกว่าภาวนา
ภาวนาว่า พุทโธ๑ พุทโธ ๒ พุทโธ๓ พุทโธ๔ จนถึง ๑๐๐ ก็ได้ จาก ๑๐๐ มาหา ๑ ก็ได้ โดยไม่ต้องควบคู่ลมหายใจ ไม่ต้องสวดอะไรทั้งหมดเอาแค่พุทโธ ๑ ๒ ๓ เท่านั้น หรือนับ ๑ ถึง ๑๐๐ เฉยๆ ก็ได้ นี่เรียกว่าภาวนา แต่มันจะไกลตัวเกินไป มันจักใกล้เคียงการท่องบ่นเหมือนกับพวกลัทธิศาสนาอื่นมากอยู่ จักไม่ตอบให้ตรงต่อวิถีแห่งปัญญาชัดเท่าไหร่ เหตุเพราะวิถีแห่งปัญญาเท่านั้น จึงจะจัดว่าเป็นวิถีแห่งพุทธะ ถ้าเอาแต่พุทโธ พุทโธ แล้วไม่เกิดปัญญารู้เห็นตามความเป็นจริง ไม่รู้แจ้งตามสภาวะที่ปรากฏ พระพุทธเจ้าก็ไม่ทรงเรียกว่า เป็นวิถีแห่งความเป็นผู้รู้ ตื่น และเบิกบาน ยังอาจจะเป็นวิถีแห่งชฎิล ฤาษี นักบวช เดียรถีย์ อยู่ แต่ถ้าทำอะไรแล้วสามารถให้เกิดปัญญาเห็นจริงได้ นั่นก็ถือว่าเป็นวิถีแห่งพุทธะผู้เจริญแล้วละ
เพียงแค่นี้เราก็รักษาคมมีดได้แล้ว จะใช้ตัดอะไรก็ตัดได้ตามสบาย ตัดตัวราคะ ตัดตัวโทสะ ตัดตัวโมหะ ชักออกมาเมื่อไรก็ใช้ได้ทันที แต่ถ้าเราไม่รู้จักรักษาคมของมีด ปล่อยให้สนิมกินจนเขรอะ จะมาฟันมาสับอะไรสักทีก็ไม่เข้า ถึงเข้าก็ต้องใช้กำลังมาก ต้องใช้เวลามาก
เราต้องเอาความดีชนะความชั่ว เอาความอ่อนชนะความแข็ง เอาความเย็นชนะความร้อน ความละเอียดชนะความหยาบ เอาความฉลาดชนะความหลง จะเห็นว่าแต่ละคำของหลวงปู่นั้นมีแต่ความชนะ ไม่มีความพ่ายแพ้หรือตกเป็นทาสใดๆทั้งหมด หลวงปู่กำลังสอนให้พวกเราทั้งหลายเป็นผู้ชนะในโลก ชนะทุกๆอย่างในโลก สุดท้ายชนะ ชาติ ชรา มรณะ และพยาธิ
ข้อสำคัญ ก่อนที่เราจะชนะอย่างนั้น เราต้องชนะตัวเราเองเสียก่อน คือชนะอารมณ์ เราชนะอารมณ์ที่จะมายุ่งวุ่นวาย ทำให้เราเศร้าหมองเสียใจ ดีใจ ไม่สบายใจ ทุกข์ทรมานใจ ตามสภาวะแห่งฝนอารมณ์ที่มันสาดเข้ามาทางช่องหู ตา จมูก ลิ้น กาย พูดง่ายๆคือ คอยระวังปิดประตูหน้าต่างอยู่เสมอ อย่าให้ฝนแห่งอารมณ์สาดรดเข้ามาโดนบุคคลภายในคือจิตใจเราได้เป็นอันขาด แค่นี้เองเราก็สามารถมีความรู้สึกเป็นอยู่อย่างผู้ชนะ และคนที่มันจ้องสาดฝนใส่เรานั้น ผลสุดท้ายมันก็ต้องมีความเหนื่อยอ่อน ความเพลีย เมื่อมันเกิดความเพลียก็หมดพยศ เมื่อหมดพยศสุดท้ายมันก็ต้องแพ้ภัยตัวเอง
เมื่อพิจารณาได้อย่างนี้ เราก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีจุดยืนในตัวของตัวเอง มีการปฏิบัติของตัวเองด้วยความอิสระในการปฏิบัติ ในลักษณะของความไม่ยึดไม่ผูกพัน และวิธีการที่จะมีจุดยืนสำหรับตัวเราในการปฏิบัติต่อบุคคลอื่นๆก็คือ มีความรู้สึกว่าอารมณ์ใดที่เราชอบใจก็รู้สึกปกติ ปกติตัวนี้หลวงปู่จะไม่พูดคำว่าเฉยๆ เป็นปกติของอารมณ์ว่า เมื่อมันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป ไม่สนใจ ไม่เยื่อใย ไม่ไยดีต่อมัน ถ้ามันมีประโยชน์ก็พิจารณาปฏิบัติตาม แต่ถ้าขาดประโยชน์ ขาดลักษณะของความเกิดขึ้นในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าเกิดประโยชน์ส่วนตนและส่วนรวม เราก็มีความรู้สึกว่าปล่อยวาง ถ้ามันเป็นเรื่องของความทุกข์ความทรมาน เราได้ยินแล้วเข้าหูซ้าย ก็ปล่อยให้มันย้ายออกหูขวา อย่าเปิดหัวใจไปอ้ารับอารมณ์เหล่านั้นมาเก็บไว้
หลวงปู่เคยเขียนบทโศลกไว้ว่า
ลูกรัก
อย่าทำอารมณ์ให้เป็นอะไร
แล้วเราจักไม่มีอะไร ในอารมณ์นั้น ๆ
ลูกรัก
ห้องขังหรือคุกแห่งอารมณ์
มีแต่ตัวเจ้าเท่านั้นที่จะปิดหรือเปิดมันได้
เพราะจิตใจที่เต็มไปด้วยอารมณ์ อันเกิดจากความปรุงแต่งของเรานั่นแหละ คือการสร้างคุกขังตัวเราเอง แต่ถ้าเราปรารถนาที่จะปลดปล่อยตนเอง เรื่องมันก็ไม่ยาก แค่หยุดการปรุงแต่งต่ออารมณ์ทั้งปวง แค่นี้ก็จบแล้ว
ฉะนั้น ถ้ารู้จักวางภาระ รู้จักวางหน้าที่ และไม่ยึดในอารมณ์ รู้จักทำใจให้สว่าง สะอาด และสงบ เราก็สามารถจะพ้นทุกข์ได้
หลวงปู่แน่ใจว่า ถ้าทำได้ตามนี้ ผลสำเร็จจะเกิดขึ้นในชีวิต และเราสามารถจะเป็นผู้ชนะในโลก จะชนะในน้ำใจของคนทุกๆคน รวมทั้งชนะบุคคลที่เราคิดว่าอยากชนะได้ด้วย
ลูกรัก
จิตใจที่เต็มไปด้วยอารมณ์
อันเกิดจากความปรุงของเราเอง
คือการปฏิเสธธรรมชาติ
และนั่นคือการทำลายธรรมชาติทีเดียวแหละ
ลูกรัก
เจ้าจงอย่าผูกมัดและกักขังตัวเอง
ในคุกแห่งอารมณ์
เพราะเมื่อใดที่เกิดอารมณ์
เจ้าจงรู้เถิดว่าเจ้ากำลังติดคุก
อย่างชนิดที่ไม่มีวันออกทีเดียวแหละ
http://www.onoi.org/dharma_isara/index.php?option=com_content&view=article&id=88:2009-02-28-01-47-07&catid=34:2008-12-31-07-58-25&Itemid=53
กระทู้นี้ได้ถูกโหวตไปแล้ว 2 ครั้ง
ชื่อ:
มดเอ๊ก
วันเวลา:
25/04/2552 15:55:37
© 2006-2009 Buddhayan.com, All rights reserved. Sponsor by Peony Manufacturing Group Co., Ltd.
Design By ThaiUNIXwebdesign.com