Username : Password :
  [สมัครสมาชิก][ลืมรหัสผ่าน]      
เว็บบอร์ด > เซน >
Text Size     
มหาธรรม เรื่อง จงขยันแต่เรื่องหลุดพ้น เรื่องอื่นๆ ขี้เกียจเป็นดี
มหาธรรม เรื่อง จงขยันแต่เรื่องหลุดพ้น เรื่องอื่นๆ ขี้เกียจเป็นดี




สัมมาวายามะ คือ ความเพียรชอบ ความเพียรชอบ คือ ความพยายามที่จะหลุดพ้น อย่างอื่นที่ไม่หลุดพ้น ล้วนไม่ใช่ความเพียรชอบ บางอย่างเป็นความเพียรจม คือ ความเพียรที่จมปลักไม่ไปไหน ติดอยู่อย่างนั้น เช่น การติดฌาน การพยายามเจริญสติให้มาก แต่ไม่นำไปสู่ความหลุดพ้นได้เสียที อย่างนี้เป็นความเพียรจม ยังมีความเพียรอีกแบบที่จัดเป็นมิจฉาวายามะ คือ ความเพียรไปในทางยึดติดไม่ใช่หลุดพ้น เช่น ความพยายามที่จะต้องสำเร็จกิจการใดๆ ให้ได้ อันนี้ ไม่ใช่ทางหลุดพ้น เป็นวัวพันหลัก ไปพัน ไปมัดติดอยู่กับความสำเร็จ คือ ต้องสำเร็จให้ได้ สำเร็จอะไรก็ช่าง ถ้าพันหลักแล้ว เป็นมิจฉาทิฐิทั้งนั้น เพราะความสำเร็จเป็นอนิจจัง ไม่ใช่ตัวตน ของตน กำหนดไม่ได้ จิตไปมีความคิดเห็นว่า เราต้องกำหนดได้ เราต้องทำได้ เราต้องสำเร็จ อันนี้เรียกว่า “มิจฉาทิฐิ” ไม่ใช่สัมมาทิฐิ ดังนั้น ความพยายามในการณ์นี้เป็น “มิจฉาวายามะ” ด้วย ไม่ใช่ “สัมมาวายามะ”





พึงใช้ความเพียรชอบ ทำลายล้างความเพียรจม คือ ใช้ความพยายามให้ตรงทางความหลุดพ้น เพื่อทำลายล้าง ความพยายามที่ไม่มีเป้าหมายไปสู่ความหลุดพ้น ซึ่งเป็นความพยายามที่โง่เง่า ความพยายามที่จมปลัก ความพยายามที่วนอยู่ ติดอยู่ ไม่ไปไหนนั้นเสีย ดังนั้น เราจึงควรขยันในเรื่องที่ทำให้หลุดพ้น เรื่องที่ไม่ใช่ความหลุดพ้น จงขี้เกียจเป็นดีที่สุด เพราะจะได้ไม่ต้องก่อกรรมใหม่ ทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว อันจะนำไปสู่ชาติภพใหม่ ให้เราต้องไปเสวยบุญ เสวยกรรม ไม่จบไม่สิ้นได้ ดังนั้น เราจึงควรขี้เกียจทุกๆ เรื่อง ที่ไม่ใช่เรื่องที่ทำให้หลุดพ้น ยกตัวอย่างเช่น พ่อแม่ใช้เราทำงาน แสดงว่าเรามีกรรมต้องชำระต่อพ่อแม่แล้ว เราก็ตั้งจิตใจว่าเราจะพยายามทำให้เต็มที่เพื่อให้หลุดพ้นจากกรรมที่เรามีต่อพ่อแม่ ไม่ใช่พอพ่อแม่ใช้งาน เราก็ขี้เกียจ หนีงาน เพราะพ่อแม่เป็นเจ้ากรรมนายเวรคนหนึ่งของเราเหมือนกัน เขาใช้งานเรา แสดงว่าเรายังมีหนี้กรรมต่อเขาเหลืออยู่ เราอยากหลุดพ้นกรรมนี้ไป เราก็ชำระกรรม ทำกิจ ตามที่เขาเรียกร้องจากเราไป ในใจเราคิดแต่หลุดพ้นๆ ในทุกๆ กรรมที่กระทำไปนั้น กรรมที่เราทำทุกอย่างด้วยจิตใจที่ตั้งไปสู่ความหลุดพ้น กรรมนั้นนั่นแหละเรียกว่า “กรรมฐาน” ดังนั้น กรรมฐานจึงเกิดทุกเวลาทุกสถานการณ์ ไม่ต้องเข้าวัด ไม่ต้องรอรับศีลก่อน ไม่ต้องบวชก่อนจึงมีกรรมฐานได้ แต่มีได้ด้วยจิตที่ทำทุกอย่างด้วยความตั้งมั่นตรงต่อความหลุดพ้นไปเท่านั้นเอง เมื่อทำด้วยใจที่ตั้งมั่นแน่วแน่แล้ว จิตก็มีสมาธิในกิจที่ทำนั้นๆ เราเรียกว่า “สัมมาสมาธิ” เพราะเป็นสมาธิที่ตรงต่อความหลุดพ้น ก็คือ ตรงต่อนิพพานนั่นแหละ ดังนั้น เราจะมีความพยายามในทุกๆ อย่าง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นตรงว่าที่ทำไปทั้งหมดนี้เพื่อความหลุดพ้นทั้งสิ้น ไม่มีอย่างอื่น เราจะไม่มีความอยาก ความต้องการที่จะไปทำอะไรอื่นเลย รอแต่คนทั้งหลายอันเป็นเจ้ากรรมนาย
เวรเรานั้น เรียกใช้ แปลว่าเขาให้เราชำระหนี้ เราจะได้ปลดหนี้กรรม เราจะได้หลุดพ้นกรรมเป็นงวดๆ เปลาะๆ ไป จนท้ายที่สุด เราจะไม่เหลืออะไรให้ติดค้างใครเลย ซึ่งหากเราทำงานในบริษัทด้วยความขยันเพราะอยากหลุดพ้นเสียอย่างนี้ เมื่อเราหลุดพ้นแล้ว เรามักได้อาศัยสมมุติว่า
“ถูกไล่ออก” ก็มี วันนั้นเอง เราไม่ทุกข์ เพราะเรารอเวลาหลุดพ้นมานานแล้ว ผู้เขียนเอง ก็ทำแบบนี้ ขยันทำงานเพราะเห็นว่าได้เงินเดือนมาก ต้องใช้คืนเขาให้มาก ทำให้เจ้านายชอบมาก แต่เพื่อนร่วมงานรุมเล่นงาน สุดท้าย ก็ต้องลาออกเพราะเพื่อนๆ ร่วมงานหาวิธีออกให้เราจนได้ ในที่สุด เราก็โล่งอก ได้ออกจากบริษัทมาโดยไม่ผิด เจ้านายก็บอกว่าเราไม่ผิด อยู่ต่อก็ได้ เราเองก็ได้ที จะได้หลุดพ้นแล้ว เลยลาออกมาเลย ไม่สนใจว่าจะมีเงินเลี้ยงตัวหรือไม่ ซึ่งก็ทำให้มาถึงจุดนี้ได้



ดังนั้น ความขี้เกียจในทุกๆ อย่างที่ไม่ใช่การหลุดพ้น จึงเป็นความขยันในทุกๆ อย่างที่ทำให้หลุดนั่นเอง เพราะเมื่อขี้เกียจในทุกๆ อย่างที่ไม่ใช่การหลุดพ้นแล้ว ก็กลายเป็นการขยันในการละเว้นกรรมต่างๆ ทั้งดีและชั่ว ไม่ก่อกรรมใหม่ จึงไม่มีชาติภพใหม่ให้ต่อได้อีก ชาติภพ และกรรมก็เบาบางทุเลาลง ดังนั้น ขี้เกียจในทุกอย่างที่ไม่ใช่การหลุดพ้นคือการขยันในการหลุดพ้น และการขยันในทุกอย่างที่ทำให้หลุดพ้น ก็คือ การขยันทางโลกจนเจ้ากรรมนายเวรเล่นงานเอาออกให้ คือ ปล่อยเราให้หลุดพ้นออกมานั่นเอง

–จบ-

 
กระทู้นี้ได้ถูกโหวตไปแล้ว 0 ครั้ง

ชื่อ: physigmund_foid  วันเวลา: 09/01/2553 10:33:28
 
 

© 2006-2009 Buddhayan.com, All rights reserved. Sponsor by Peony Manufacturing Group Co., Ltd.
Design By ThaiUNIXwebdesign.com