พระไตรปิฎกที่สังคายนาถูกต้องมีเพียงครั้งเดียวนอกนั้นไม่ใช่ของแท้
หลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานลง พระสงฆ์มีแนวโน้มว่าจะไม่อยู่ในระเบียบจะแตกกันเพราะคำกล่าวของพระอรหันต์สุภัททะว่า “พระพุทธองค์ปรินิพพานแล้วก็ดี จะได้ไม่มีใครมาบังคับให้ถือศีลอีก เสียใจกันไปทำไม” ท่านสุภัททะบรรลุอรหันต์แล้วจริง แต่เพราะท่านอรหันต์โดยไม่เคยถือศีลมาก่อน ไม่ทันได้รับพระวินัย เอาพระกรรมฐานไปปฏิบัติเลย จึงบรรลุธรรมโดยไม่เข้าใจเรื่องพระวินัยจึงได้กล่าวเช่นนั้น ทำให้พระมหากัสสปะ ต้องทำสังคายนาพระไตรปิฎก คือ การประชุมสงฆ์เพื่อทำความเข้าใจในคำสอนของพระพุทธองค์แล้วบันทึกคำสอนที่ถูกต้องให้ตรงกันไว้ แบ่งหมวดหมู่ได้สามหมวดหมู่ จึงเรียกว่าไตรปิฎก ดังนั้น พระพุทธศาสนาจึงมั่นคงเป็นปึกแผ่นต่อเนื่องมาได้หนึ่งร้อยปี
หลัง ๑๐๐ ปีแรก นับจากพุทธกาล สมัยของพระเจ้าอโศกราช พระสงฆ์จำนวนมากเบื่อหน่ายที่จะต้องเคร่งครัดในธรรมวินัย จึงผ่อนปรนศีลลงสิบข้อ พระยสเถระ จึงได้ถือเอาอำนาจจากพระเจ้าอโศกราช ผู้เป็นโอรสของพระเจ้าสุสุนาคะ ซึ่งเป็นพระสหายกันแล้วคัดเลือกพระเถระ ๗๐๐ รูป ในจำนวนภิกษุ ๑,๒๐๐,๐๐๐ รูป คือ ๑๒ แสน ย่ำยี วัตถุ ๑๐ ประการ เหล่านั้นแล้วก็ยกสรีระคือพระธรรมวินัยขึ้นสังคายนา ทำให้ภิกษุที่ถูกติเตียนไม่พอใจแยกตัวออกไปตั้งกลุ่มของตนขึ้นใหม่ชื่อว่า “มหาสังฆิกะ” แปลว่า “พวกมาก” นำภิกษุส่วนใหญ่ที่ปฏิบัติไม่ได้ดังเก่าก่อนจำนวนมากนั้นไปตั้งกลุ่มเอง ในการทำสังคายนาครั้งนี้ ไม่นับว่าสำเร็จ เพราะทำให้เกิดหมู่สงฆ์ที่แตกกลุ่มไปตั้งกลุ่มใหม่นั่นเอง ส่วนภิกษุกลุ่มที่แยกตัวไปตั้งกลุ่มใหม่นั้น ได้แตกไปอีกสองกลุ่มคือ เอกัพโยหาริกะ และ โคกุลิกะ พวกโคกุลิกะ ซึ่งต่อมาให้กำเนิดอีกสองกลุ่มคือ บัญญัติวาทะ และ พหุลิยะ (หรือ พหุสสุติกะ) ซึ่งต่อมาพวกพหุสสุติกะ ได้ให้กำเนิดอีกกลุ่มคือ เจติยวาท รวมทั้งสิ้น ๖ กลุ่ม
ต่อมาเหล่าพระสงฆ์ที่เคยเคร่งครัดปฏิบัติในธรรมวินัยอย่างดี ได้แตกแยกกันอีกบางส่วนจากกลุ่มที่ปฏิบัติถูกต้องได้แยกออกไปปฏิบัติอย่างผ่อนปรนตามอาจารย์ของตนเอง โดยแยกเป็นกลุ่มมหิสาสกะ และกลุ่มวัชชีปุตตกะ จากนั้น พวกมหิสาสกะ ก็ให้กำเนิดกลุ่มใหม่ออกไปอีก คือ ธัมมคุตติกะ และ สัพพัตถิกวาทะ จากนั้น พวกสัพพัตถิกวาทะก็ให้กำเนิดกลุ่มใหม่ไปอีก คือ กัสสปิกะ พวกกัสสปิกะให้กำเนิดกลุ่มใหม่อีกคือ สังกันติกะ พวกสังกันติกะ ก็ให้กำเนิดกลุ่มใหม่อีกคือ สุตตวาทะ ในขณะที่พวกวัชชีปุตตกะ ก็ให้กำเนิดทีเดียวสี่กลุ่มต่อไปคือ ธัมมุตตริยะ, ภัทรยานิกะ, ฉันนาคาริกะ, สมิติยะ รวม ๑๑ กลุ่ม ภิกษุกลุ่มหนึ่งนำโดย “พระมหาเทพ” ซึ่งเป็นที่นิยมชมชอบของเหล่าภิกษุสงฆ์มากมายเพราะรูปงามนามเพราะเทศนาเก่งญาติโยมนับถือไปหมด สามารถเรียกลาภสักการะมาถึงหมู่สงฆ์มากมาย จึงคิดรวมกลุ่มทั้งหมดขึ้นเรียกว่า “มหาสิงฆิกวาที” ได้เสนอทิฐิห้าข้อ เพื่อเอื้อประโยชน์แก่หมู่สงฆ์ เป็นที่พอใจถูกใจแก่หมู่สงฆ์จำนวนมากที่ชอบการผ่อนปรนศีลและอยู่อย่างสบาย จึงทำการ “มหาสังคีติ” โดยเรียบเรียงร้อยกรองแต่งพระไตรปิฎกใหม่ให้ไพเราะน่าฟัง, ชวนให้เคลิ้ม, น่าศรัทธา เรียกลาภสักการะได้มาก โดยชักชวนหมู่สงฆ์ทั้งกลุ่มเดิมที่ไม่เคยแตกไปไหน (เถรวาท) และกลุ่มใหม่ที่แตกออกไปแล้วถึงตอนนี้รวม ๑๗ กลุ่ม รวมทั้งสิ้น ๑๘ กลุ่ม ร่วมทำมหาสังคีติ แต่ในการทำมหาสังคีตินี้ไม่ใช่สังคายนา เพราะการสังคายนา คือ การชำระสิ่งที่ผิดให้กลับไปถูกต้องเหมือนเดิม แต่มหาสังคีตินี้ คือ การแต่งใหม่รจนาให้เป็นที่น่าศรัทธาน่าสนใจ เรียกความน่าเชื่อถือศรัทธา และเพื่อผ่อนปรนเอาใจหมู่สงฆ์ส่วนใหญ่ที่ต้องการให้ผ่อนปรนศีล เป็นสำคัญ ทำให้พระสงฆ์หมู่ที่เคร่งครัดในธรรมวินัยไม่เข้าร่วมด้วย แยกตัวไปต่างหาก ผลการทำ “มหาสังคีติ” ของพระมหาเทพ ทำให้เกิดสองกลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มมหาสังฆิกวาที ที่รวมตัวจากเหล่า ๑๗ กลุ่มที่แตกตัวออกมาจากกลุ่มผู้ปฏิบัติเคร่งครัดแต่เดิม และกลุ่มผู้เคร่งครัดแต่เดิมที่ไม่เคยแยกแตกกลุ่มไปไหน การทำมหาสังคีติครั้งนี้ นอกจากไม่อาจทำให้หมู่สงฆ์รวมกันเป็นปึกแผ่นได้แล้ว ยังทำให้พระไตรปิฎกเดิมถูกเปลี่ยนแปลงและรจนามากมาย (บางท่านเรียกพระภิกษุเหล่านี้ว่า “พราหมณ์” ไม่ใช่พระ) ไม่เหมือนเดิมและของเก่าก็ถูกทำลายลงไปทีละน้อยๆ จนแทบไม่เหลือฉบับดั้งเดิมครั้งปฐมสังคายนา
สรุปว่า จากกลุ่มที่ปฏิบัติเคร่งครัดเดิม ใน ๑๐๐ ปีแรก มีภิกษุแยกกลุ่มไปปฏิบัติเองตามอาจารย์ของตน ๖ กลุ่ม แล้วอีก ๑๐๐ ปีต่อมาแยกไปอีก ๑๑ กลุ่ม รวมทั้งสิ้นพวกที่แยกไปปฏิบัติเองตามอาจารย์ของตนรวมทั้งสิ้น ๑๗ กลุ่ม เมื่อรวมกับกลุ่มที่เคร่งครัดและไม่เคยแยกตัวออกไปตั้งกลุ่มใหม่อีก ๑ กลุ่ม จึงมีทั้งสิ้น ๑๘ กลุ่ม ไม่อาจรวมกันได้ ต่อมาอีก ๑๐๐ ปี ผ่านไป (ประมาณ พ.ศ. ๒๐๐) เข้ายุคสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช ได้ทำการสังคายนาโดยขอให้พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ (น่าจะหมายถึงพระอุปคุต) มาจาก อโธคงคาบรรพต เพื่อสอนธรรม ๗ วัน จากนั้นก็ทรงชำระสะสาง ถามข้อธรรม ถ้าผู้ใดผิดเพี้ยนก็มอบผ้าขาวให้ คือ สมควรเป็นพราหมณ์ก็จะได้รับผ้าขาวไป (คือจับสึกเสีย)
ทั้งนี้ หลังจากการทำสังคายนาครั้งที่หนึ่งโดยพระมหากัสสปะแล้ว เดิมพระไตรปิฎกก็ยังถูกต้องดีอยู่ แต่หลังจากนั้น พระมหาเทพทำ “มหาสังคีติ” ทำให้พระไตรปิฎกไม่บริสุทธิ์ดังเดิมอีก เท่านั้นยังไม่พอ ยังทำลายพระไตรปิฎกของเก่าที่มีธรรมวินัยเคร่งครัดออกไป เพื่อให้เกิดความสบายแก่พวกพ้องและได้รับความนิยมในหมู่สงฆ์เป็นจำนวนมาก ดังนั้น ผ่านมาอีก ๑๐๐ ปี ประมาณ พ.ศ. ๒๐๐ กว่าๆ แล้ว ในยุคพระเจ้าอโศกมหาราช ได้เชิญพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ช่วยทำการสังคายนาหมู่สงฆ์ โดยพระเจ้าอโศกมหาราชทรงสังคายนาหมู่สงฆ์แล้วจับสึก ไม่ได้เรียกว่า “สังคายนาพระไตรปิฎก” เพราะที่เหลืออยู่นั้นไม่มีไตรปิฎกฉบับที่ถูกต้องแล้ว มีแต่พระไตรปิฎกฉบับ “มหาสังคีติ” ของพระมหาเทพ จึงทำได้เพียงสังคายนาหมู่สงฆ์ ส่วนตำราไตรปิฎกนั้น พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ได้ช่วยทำ “ตติยสังคีติ” คือ การทำสังคีติครั้งที่สาม (ครั้งที่หนึ่งน่าจะนับจากพระยสเถระ ซึ่งสังคายนาไม่สำเร็จจึงไม่เรียกสังคายนา ครั้งที่สองนับจากนับจากพระมหาเทพ)
ดังนั้น พระไตรปิฎกของพุทธศาสนานั้น ได้ทำสังคายนาอย่างถูกต้องเพียงครั้งเดียวโดยพระมหากัสสปะ ต่อมาก็ไม่มีอีกเลย เพราะครั้งที่สองกระทำไม่สำเร็จ ไม่เรียกสังคายนา ต่อมาก็ทำ “มหาสังคีติ” อีก ทำให้แทบไม่เหลือเค้าเดิม (บ้างเรียกว่าถูกรจนาหรือแต่งใหม่โดยพราหมณ์ หรือพระที่ทำตัวเป็นพราหมณ์นั่นเอง) ดังนั้น ครั้งที่สองและสามจึงเรียกว่าเป็น “สังคีติ” ส่วนสังคีติครั้งที่สามกระทำสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช โดยพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ถือเป็น “ตติยสังคีติ” คือ สังคีติ ครั้งที่สาม จวบจนถึงทุกวันนี้ เรามีพระไตรปิฎกที่ไม่ใช่ฉบับของแท้ ถูกแต่งและรจนามาหลายต่อหลายรอบดังกล่าว
ข้อสังเกตท้ายบทความ
๑) ผู้ปฏิบัติตามคำสอนอย่างถูกต้องตรงทางจะไม่มีแยกกลุ่ม คือ ไม่มีนิกาย ส่วนคำว่านิกายเกิดขึ้นหลังสมัย “มหายาน” ไม่ใช่ ช่วงยุคของอาจาริยวาท คือ อาจาริยวาทเกิดก่อน เกิดจากการแตกกันของสงฆ์ ส่วน “นิกายเกิดทีหลัง” หลังจากฟื้นฟูพระพุทธศาสนาขึ้นมาใหม่ ซึ่งแตกต่างกันแต่อยู่ร่วมกันได้ เช่น ที่ทิเบต
๒) การแยกแตกกลุ่ม หมายถึงการไม่ยอมรับในแนวทางดั้งเดิม จึงทำให้เกิดกลุ่ม “อาจารยิวาท” คือ ถืออาจารย์ของตนเป็นใหญ่ ใครอยากนับถือใครก็นับถือผู้นั้นเป็นใหญ่ ไม่สนใจว่าใครเป็นพระสังฆราช หรือผู้หลักผู้ใหญ่ที่ปฏิบัติแต่ดั้งเดิม
๓) การเกิดนิกาย หมายถึงการจัดหมวดหมู่ของแนวทางการปฏิบัติธรรมที่แตกต่างเสียใหม่ โดยทุกนิกายยังคงมีเอกภาพ ไม่แตกแยก แม้มีความแตกต่าง ดังเช่น ในทิเบตจะมีทั้งนิกายลับและเปิดเผย ส่วนเปิดเผยมีถึงสี่นิกาย แต่อยู่กันได้
๔) พระไตรปิฎกของไทยปัจจุบัน ก็ไม่ใช่ฉบับของพระมหากัสสปะ แต่แม้ว่าไม่เหลือฉบับของพระมหากัสสปะแล้ว แต่ก็ยังพอมีเหลือพระธรรมอยู่บ้าง การยึดมั่นตำรามากเกินไปทำให้หลงทางเพราะตำราถูกเปลี่ยนแปลงไปแล้ว แต่ก็ยังสามารถใช้ตำราเป็นเครื่องนำทางเบื้องต้น แล้วปฏิบัติให้ได้มรรคผลด้วยการเจริญภาวนา
ข้อมูลอ้างอิง
ปรมัตถทีปนี
อรรถกถาปัญจปกรณ์
อรรถกถากถาวัตถุ
อารัมภกถา
พระสัมมาสัมพุทธะผู้เป็นศาสดาของชาว
โลกพร้อมทั้งเทวโลก ผู้หาบุคคลอื่นเปรียบ
มิได้ ผู้อันหมู่แห่งทวยเทพยกย่องแล้ว ทรง
ประทับนั่ง ณ เทวโลก. พระองค์ทรงเป็นผู้
ฉลาดในบัญญัติทั้งปวง ทรงเป็นอุตตมบุคคล
ในโลก ครั้นตรัสคัมภีร์ปุคคลบัญญัติอันแสดง
ถึงบัญญัติจบลงแล้ว จึงทรงแสดงกถาวัตถุ
ปกรณ์โดยความเป็นเรื่องแห่งถ้อยคำ มีเรื่อง
บุคคลเป็นต้นอันใดไว้แล้วโดยสังเขป.
บัดนี้ ลำดับแห่งการสังวรรณนาเนื้อ
ความที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งไว้แล้วใน
สุราลัยเทวโลกโดยการเริ่มตั้งไว้แต่เพียงหัวข้อ
นั่นแหละ อันพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระเจ้า
จำแนกแล้วในมนุษย์โลกนั้นถึงพร้อมแล้ว
เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจักพรรณนากถาวัตถุ-
ปกรณ์นั้น ขอท่านทั้งหลายผู้มีจิตตั้งมั่น จง
สดับตรับฟังพระสัทธรรมนั้นเทอญ.
นิทานกถา
ความย่อว่า ในที่สุดลงแห่งการแสดงยมกปาฏิหาริย์ พระผู้มี-
พระภาคเจ้าเสด็จเข้าจำพรรษา ณ แท่นบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ที่โคนไม้
ปาริชาติในเทวนคร ทรงกระทำพระมารดาให้เป็นองค์พยานตรัสอยู่
ซึ่งพระอภิธรรมกถาแก่เทวบริษัท ครั้นทรงแสดงปกรณ์ธัมมสังคณี
ได้ ๑๐๐ ปี พวกภิกษุวัชชีบุตรแสดงวัตถุ ๑๐ ประการ อันผิดจากพระ-
ธรรมวินัย คือ :-
๑. ภิกษุเก็บเกลือเหลือไว้ในกลักสำหรับฉันกับอาหาร เห็นว่า
สมควร.
๒. ภิกษุฉันอาหารเมื่อตะวันบ่าย ๒ นิ้ว เห็นว่าสมควร.
๓. ภิกษุห้ามภัตแล้วเข้าไปในละแวกบ้าน แล้วฉันภัตที่ไม่ทำ
วินัยกรรมก่อน หรือไม่เป็นเดนภิกษุไข้ เห็นว่าสมควร.
๔. ภิกษุอยู่ในอาวาสเดียวกันจะแยกทำสังฆกรรม เห็นว่า
สมควร.
๕. ภิกษุทำอุโบสถไม่รอฉันทานุมัติ เห็นว่าสมควร.
๖. ข้อปฏิบัติที่อุปัชฌาย์อาจารย์เคยประพฤติมาผิดถูกอย่างไร
ประพฤติตาม เห็นว่าสมควร.
๗. ภิกษุห้ามภัตแล้วฉันนมสดที่ยังไม่แปรเป็นนมส้ม เห็นว่า
สมควร.
๘. ภิกษุดื่มสุราอ่อน ๆ เห็นว่าสมควร.
๙. ภิกษุใช้ผ้านิสีทนะที่ไม่มีชาย เห็นว่าสมควร.
๑๐. ภิกษุรับหรือยินดีเงินและทองที่เขาเก็บไว้เพื่อตน เห็นว่า
สมควร.
พระยสเถระผู้เป็นบุตรของพราหมณ์ ชื่อว่า กากัณฑกะ ฟังวัตถุ
๑๐ ประการนั้นแล้ว ได้ถือเอาพระเจ้าอโศกราช ผู้เป็นโอรสของพระ-
เจ้าสุสุนาคะ ให้เป็นพระสหาย แล้วคัดเลือกพระเถระ ๗๐๐ รูป ใน
จำนวนภิกษุ ๑,๒๐๐,๐๐๐ รูป คือ ๑๒ แสน ย่ำยีวัตถุ ๑๐ ประการ
เหล่านั้นแล้วก็ยกสรีระ คือ พระธรรมวินัยขึ้นสังคายนา.
ก็ภิกษุวัชชีบุตร มีประมาณ ๑๐,๐๐๐ รูป ถูกพระธรรมสังคา-
หกเถระทั้งหลายข่มขู่แล้ว คือติเตียนแล้ว จึงแสวงหาพวก ครั้นได้
พวกที่เป็นทุพพลวะ อันสมควรแก่ตนก็จัดตั้งสำนักตระกูลอาจารย์ใหม่
ชื่อว่า มหาสังฆิกะ แปลว่า พวกมาก ตระกูลอาจารย์ ๒ พวกอื่น
อีกเกิดขึ้น คือ โคกุลิกะ และ เอกัพโยหาริกะ ซึ่งแตกแยกมาจาก
ตระกูลอาจารย์มหาสังฆิกะนั้น. ตระกูลอาจารย์ ๒ พวกอื่นอีก คือ
บัญญัตติวาทะ และพหุลิยะ ซึ่งมีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า พหุสสุติกะ
แตกแยกมาจากนิกายโคกุลิกะ. อาจริยวาท อื่นอีกชื่อว่า เจติยวาท
เกิดขึ้นแล้วในระหว่างนิกายพหุลิยะนั้น นั่นแหละ. ในร้อยแห่งปีที่ ๒
คือ ภายในพระพุทธศักราช ๒๐๐ ปี ตระกูลอาจารย์ทั้ง ๕ ตระกูล
เกิดขึ้นจากตระกูลอาจารย์มหาสังฆิกะด้วยประการฉะนี้. ตระกูลอาจารย์
ทั้ง ๕ เหล่านั้น รวมกับมหาสังฆิกะเดิม ๑ ก็เป็น ๖ ตระกูลด้วยกัน.
ในร้อยแห่งปีที่ ๒ นั้น นั่นแหละ อาจริยวาท ทั้ง ๒ คือ มหิ-
สาสกะ และวัชชีปุตตกะเกิดขึ้น แตกแยกมาจากเถรวาท. ในบรรดา
อาจริยวาททั้ง ๒ นั้น อาจริยวาททั้ง ๔ คือ :- ธัมมุตตริยะ ๑ ภัทร-
ยานิกะ ๑ ฉันนาคาริกะ ๑ สมิติยะ ๑ เกิดขึ้นเพราะแตกแยกมาจาก
นิกายวัชชีปุตตกะ. ในร้อยแห่งปีที่ ๒ นั่น นั่นแหละ อาจริยวาท ๒
พวก คือ :- สัพพัตถิกวาทะ และ ธัมมคุตติกะ เกิดขึ้นเพราะการ
แตกแยกมาจากตระกูลอาจารย์มหิสาสกะอีก. นิกายชื่อว่า กัสสปิกะ
เกิดขึ้นเพราะแตกแยกจากตระกูล สัพพัตถิกวาทะอีก. เมื่อนิกายกัสส-
ปิกะทั้งหลายแตกกันแล้วก็เป็นเหตุให้นิกายชื่อว่า สังกันติกะอื่นอีกเกิด
ขึ้น เมื่อนิกายสังกันติกะทั้งหลายแตกกันแล้ว นิกายชื่อว่า สุตตวาทะก็
เกิดขึ้น. อาจริยวาท ๑ นิกายเหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว เพราะแตกแยกมา
จากเถรวาทอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้. อาจริยวาท ๑๑ นิกายเหล่านี้
รวมกับเถรวาทเดิมก็เป็น ๑๒ นิกาย.
ในร้อยแห่งปีที่ ๒ คือ ภายในพระพุทธศักราช ๒๐๐ ปี อา-
จริยวาทคือ ลัทธิแห่งอาจารย์ ทั้งหมดรวม ๑๘ นิกาย คือ ๑๒ นิกาย
ที่แยกมาจากเถรวาทเหล่านี้ และนิกายอาจริยวาท ๖ ที่แตกแยก
มาจากตระกูลอาจารย์มหาสังฆิกะทั้งหลาย ฉะนี้แล.
คำว่า นิกาย ๑๘ นิกายก็ดี ตระกูลอาจารย์ ๑๘ ตระกูลก็ดี
เป็นชื่อของนิกายที่กล่าวมาแล้วเหล่านั้น นั่นแหละ. อนึ่งบรรดานิกาย
๑๘ นิกายเหล่านั้น ๑๗ นิกาย บัณฑิตพึงทราบว่า เป็นนิกายที่แตกแยก
กันมา ส่วนเถรวาท บัณฑิตพึงทราบว่า เป็นนิกายที่ไม่แตกกัน.
๑. ภิกษุผู้ลามกทั้งหลาย ผู้เป็นชาววัช-
ชีบุตร ผู้เป็นอธรรมวาที ถูกพระเถระ ผู้
เป็นธรรมวาที ทั้งหลายขับออกแล้ว ได้พวก
อื่นจึงตั้งคณาจารย์ใหม่.
๒. ภิกษุเหล่านั้นมีประมาณหมื่นรูปได้
ประชุมกันรวบรวม คือทำการร้อยกรอง
พระธรรมวินัย เพราะฉะนั้น การร้อยกรอง
พระธรรมวินัยนี้ ท่านจึงเรียกว่า "มหาสังคีติ"
แปลว่า การร้อยกรองใหญ่.
ภิกษุประมาณหมื่นรูปเหล่านั้นในที่นี้หมายถึงภิกษุวัชชีบุตร แต่ในที่บาง
แห่งกล่าวว่าเป็นภิกษุพวกพระมหาเทพ ซึ่งให้กำเนิดนิกายมหาสิงฆิกวาที ปราวน
ย่อว่า พระมหาเทพเป็นบุตรพ่อค้าขายเครื่องหอมในแคว้นอวันตี ท่านอุปสมบท
ที่เมืองปาฏลีแคว้นมคธ เป็นผู้เรียนพระไตรปิฎกแตกฉาน วันหนึ่ง ถึงวาระที่ท่าน
จะแสดงปาฏิโมกข์ ท่านได้เสนอความเห็น ๕ ข้อ คือทิฏฐิ ๕ ข้อ ต่อที่ประชุม
สงฆ์ ดังนี้ :-
๑. พระอรหันต์อาจถูกมารยั่วยวนในความฝันได้.
๒. พระอรหันต์ยังมีอัญญาณ.
๓. พระอรหันต์ยังมีความสงสัย.
๔. พระอรหันต์จะต้องรู้ว่าตนได้มรรคผลต้องอาศัยผู้อื่นอีก.
๕. มรรคผลเกิดขึ้นอาศัยเปล่งคำว่า ทุกข์หนอ ๆ
ข้อเสนอของท่านนี้ บางพวกไม่เห็นด้วยจึงทำสังฆกรรมไม่ได้ ครั้นทราบถึง
พระเจ้ากาลาโศกราช ๆ ก็เสด็จมาห้ามมิให้เกิดการแตกแยกกัน พระมหาเทพจึง
ชี้ขาดโดยให้ระงับอธิกรณ์ ด้วยมติของที่ประชุมสงฆ์ ในที่สุดฝ่ายพระมหาเทพ
ชนะเพราะมีพวกมาก ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยนั้นเป็นฝ่ายเถรวาท ต่อมาพวกมหาเทพ
ได้จัดการทำสังคีติด้วยสงฆ์หมู่ใหญ่ จึงเรียกว่า มหาสังคีติ และต่อมานิกาย
นี้เกิดแตกกันอีก.
๓. ภิกษุทั้งหลายผู้ทำมหาสังคีติ ได้ทำ
ความขัดแย้งไว้ในพระศาสนา ทำลายสังคาย-
นาเดิม แล้วทำการรวบรวมธรรมวินัยไว้เป็น
อีกอย่างหนึ่ง.
๔. ภิกษุเหล่านั้นได้แต่งพระสูตรที่สัง-
คายนาไว้แล้วให้เป็นอย่างอื่น และทำลาย
อรรถและธรรมในพระวินัยในนิกายทั้ง ๕ ด้วย.
๕. อนึ่ง ภิกษุเหล่านั้นไม่รู้แม้ซึ่งธรรม
อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้แล้วโดย
ปริยายและทั้งโดยนิปปริยาย ไม่รู้อรรถที่พระ
ผู้มีพระภาคเจ้าทรงแนะนำไว้แล้วและทั้งไม่รู้
จักอรรถที่ควรแนะนำ.
๖. ภิกษุเหล่านั้น ๆ ได้กำหนดอรรถ
ไว้เป็นอย่างอื่นจากอรรถที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้โดยหมายเอาอย่างหนึ่ง ได้ยังอรรถ
มากมายให้พินาศไปเพราะฉายาแห่งพยัญชนะ๑.
๗. ภิกษุเหล่านั้นละทิ้งพระสูตรบางอย่าง
และพระวินัยอันลึกซึ้งเสีย แล้วแต่งพระสูตร
เทียม พระวินัยเทียมทำให้เป็นอย่างอื่น.
๘. คัมภีร์บริวารอัตถุธาระก็ดี อภิธรรมทั้ง
๖ ปกรณ์ก็ดี ปฏิสัมภิทานิทเทสก็ดี ชาดกบาง
ส่วนก็ดี.
๙. คัมภีร์มีประมาณเท่านี้ ถูกภิกษุเหล่า-
นั้นจำแนกไว้ต่าง ๆ กันแล้วแต่งให้เป็นอย่าง
อื่นทั้ง นาม ลิงค์ บริขาร และอากัปปกรณียะ.
๑๐. ภิกษุผู้เป็นหัวหน้าคณะ ผู้มีวาทะ
อันแยกกันแล้ว ผู้ทำมหาสังคีติเหล่านั้นได้พา
กันละทิ้งซึ่งความเป็นปกตินั้นเสียแล้วแต่งให้
เป็นอย่างอื่น.
๑๑. ก็โดยการเรียนแบบอย่างแห่งภิกษุ
เหล่านั้น ได้มีลัทธิอันแตกแยกกันขึ้นมาก-
มาย และภายหลังแต่กาลนั้นมาได้เกิดแตก-
แยกกันขึ้นในมหาสังฆิกะนั้น ดังนี้คือ :-
๑๒. ภิกษุผู้มหาสังฆิกะได้แตกแยกกัน
เป็น ๒ พวก คือ เป็นโคกุลิกะพวกหนึ่งเป็น
เอกัพโยหาริกะพวกหนึ่ง ต่อมาอีกนิกาย
โคกุลิกะแตกกันออกเป็น ๒ พวก คือ :-
๑๓. เป็นนิกายพหุสสุติกะพวกหนึ่ง เป็น
นิกายบัญญัติพวกหนึ่ง แต่นิกายเจติยะนั้น
แตกแยกมาจากพวกมหาสังคีติได้เป็นอีกพวก
หนึ่ง.
๑๔. ก็นิกายทั้ง ๕ เหล่านี้ทั้งหมดมีมูล
มาจากพวกทำมหาสังคีติที่ทำลายอรรถและ
ธรรม และทำลายการสงเคราะห์ธรรมวินัยบาง
อย่าง.
๑๕. ภิกษุเหล่านั้นละทิ้งคัมภีร์บางคัมภีร์
และกระทำให้เป็นอย่างอื่นทั้ง นาม ลิงค์
บริขาร และอากัปปกรณียะ.
๑๖. อนึ่ง ในเถรวาทผู้บริสุทธิ์ เหล่า
ภิกษุผู้ละทิ้งปกติภาวะและกระทำให้เป็นอย่าง
อื่นนั้น ได้เกิดการแตกแยกกันขึ้นอีก ดังนี้
คือ :-
๑๗. เป็นมหิสาสกะพวกหนึ่ง เป็นวัช
ชีปุตตกะพวกหนึ่ง สำหรับพวกวัชชีปุตตกะ
นั้นได้แตกแยกออกไปอีก ๔ พวก คือ:-
๑๘. ธัมมุตตริกะ ๑. ภัทรยานิกะ ๑.
ฉันนาคาริกะ ๑. สมิติยะ ๑. ในกาลต่อมา
พวกมหิสาสกะแตกแยกกันเป็น ๒ พวกอีก
คือ :-
๑๙. เป็นพวกสัพพัตถิกวาทะ และ
ธัมมคุตตวาทะ สำหรับสัพพัตถิวาทะยังแตก
ออกเป็นนิกายกัสสปิกะ ต่อมานิกายกัสสปิกะ
แตกแยกเป็นนิกายสังกันติกวาทะ.
๒๐. ต่อมาสังกันติกวาทะแตกกันเป็น
สุตตวาที ได้แตกแยกกันมาโดยลำดับดังนี้
วาทะ คือนิกาย เหล่านี้ทั้ง ๑๑ นิกายแตก
แยกออกไปจากเถรวาททั้งสิ้น.
๒๑. ภิกษุเหล่านั้นทำลายทั้งอรรถและ
ธรรม ทำการรวบรวมอรรถธรรมไว้บางอย่าง
และได้ทอดทิ้งคัมภีร์บางคัมภีร์ ทั้งกระทำให้
เป็นอย่างอื่น.
๒๒. ตลอดทั้ง นาม ลิงค์ บริขาร และ
อากัปปกรณียะ ได้พากันละทิ้งความเป็นปกติ
เสียแล้ว.
๒๓. นิกายที่แตกแยกกัน ๑๗ นิกาย
นิกายที่ไม่แตกแยกกันมี ๑ นิกาย คือเถรวาท
รวมนิกายทั้งหมดเป็น ๑๘ นิกาย อีกอย่าง
หนึ่งท่านเรียกว่า ตระกูลอาจารย์ ๑๘ ตระกูล.
๒๔. คำสั่งสอนของพระชินะเจ้าเป็น
ของบริสุทธิ์บริบูรณ์ไม่ยิ่งไม่หย่อน เป็นหลัก
มั่นคงสูงสุดของเถรวาททั้งหลาย ราวกะต้นไม้
ใหญ่ ชื่อว่า นิโครธ ฉะนั้น.
๒๕. นิกายที่เหลือ คือนอกจากเถรวาท
เกิดขึ้นแล้วเป็นดุจกาฝากเกิดอยู่ที่ต้นไม้ นิ-
กายที่แตกแยกกันมาทั้ง ๑๗ นิกายานี้ ไม่มีใน
ร้อยปีแรก แต่ในระหว่างร้อยปีที่ ๒ คือภายใน
พระพุทธศักราช ๒๐๐ ปี ได้เกิดขึ้นแล้วใน
ศาสนาของพระชินะพุทธเจ้า ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
อนึ่ง อาจริยวาท ๖ แม้อื่นอีก คือ ๑.
เหมวติกะ ๒. ราชคิริกะ ๓. สัทธัตถิกะ ๔.
ปุพพเสลิยะ ๕. อปรเสลิยะ ๖. วาชิริยะ
เกิดขึ้นแล้วในกาลอัน ๆ อีก อาจริยวาท
เหล่านั้น พระคันถรจนาจารย์ท่านไม่ประสงค์
จะกล่าวไว้ในที่นี้.
พระราชาผู้ทรงธรรม
ก็พระราชาผู้ทรงตั้งอยู่ในธรรมทรงพระนามว่า พระเจ้าอโศก ผู้มี
ศรัทธาอันได้เฉพาะแล้วในพระพุทธศาสนาแห่งนิกายอาจริยวาททั้ง ๑๘
นิกายที่มีมาในกาลก่อน จึงทรงสละพระราชทรัพย์วันละห้าแสนทุก ๆ
วัน คือเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า ๑ แสน เพื่อบูชาพระธรรมเจ้า ๑ แสน
เพื่อบูชาพระสังฆเจ้า ๑ แสน เพื่ออาจารย์ของพระองค์ ชื่อว่านิโครธ-
เถระ ๑ แสน และเพื่อให้สำเร็จประโยชน์จากยารักษาโรค ที่ประตู
ทั้ง ๔ อีก ๑ แสน ได้ให้ลาภสักการะอันมากมายเป็นไปในพระพุทธ-
ศาสนาแล้ว. เดียรถีย์ทั้งหลาย คือ นักบวชนอกพระพุทธศาสนาได้เป็น
ผู้เสื่อมจากลาภสักการะทั้งปวง ไม่ได้อะไรเลยโดยที่สุด แม้แต่อาหาร
หรือผ้าสำหรับปกปิดร่างกาย เมื่อพวกเขาต้องการลาภสักการะอยู่ จึงพา
กันไปบวชในสำนักพระภิกษุทั้งหลายและแล้วก็แสดงทิฏฐิ คือ ความเห็น
ของตน ๆ ว่า นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสอนของพระศาสดา
ดังนี้ แม้เมื่อเขาเหล่านั้นไม่ได้การบรรพชาตามประสงค์ เขาก็พากัน
โกนผม นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์เอาเองนั่นแหล่ะ ได้พากันเที่ยวไปใน
วิหารทั้งหลาย และได้เข้าไปสู่ท่ามกลางสงฆ์ในกาลเป็นที่กระทำซึ่งอุโบ-
สถกรรมเป็นต้น. พวกเดียรถีย์เหล่านั้น แม้ถูกภิกษุสงฆ์ติเตียนอยู่โดย
ธรรม โดยวินัย โดยสัตถุศาสน์ คือ คำสั่งสอนของพระศาสดา
ก็ไม่อาจตั้งอยู่ในข้อปฏิบัติอันสมควรแก่พระธรรมวินัยได้ กลับยังเสนียด
มลทินและเสี้ยนหนามมากมายให้เกิดขึ้นในพระพุทธศาสนา คือ บาง
พวกก็บำเรอไฟ บางพวกก็ย่างตนในความร้อน ๕ อย่าง บางพวกก็แหงน
หน้าตามดูพระอาทิตย์เรื่อยไป บางพวกก็คิดมุ่งมาดว่า เราจักทำลาย
ธรรมและวินัยของพวกท่าน ดังนี้ ต่างก็พากันพยายามแล้วโดยอาการ
นั้น ๆ. ในกาลครั้งนั้น พระภิกษุสงฆ์ไม่ยอมทำอุโบสถและปวารณาร่วม
กับพวกเดียรถีย์เหล่านั้น. ในอโศการามขาดอุโบสถกรรมไปถึง ๗ ปี.
พระราชาแม้ทรงพยายามอยู่ด้วยความปรารถนาว่า เราจักให้สงฆ์กระทำ
อุโบสถกรรมด้วยพระราชอาชญา ก็ไม่อาจเพื่อกระทำได้. ครั้นเมื่อ
พวกภิกษุมิใช่น้อย ถูกอำมาตย์ผู้เป็นพาล ผู้เห็นผิดประหารชีวิตแล้ว
ความเร่าร้อนก็ได้เกิดแก่พระราชาผู้ทรงธรรม. พระองค์เป็นผู้ปรารถนา
เพื่อจะระงับความเดือดร้อนอันนั้น และเสนียดมลทินที่เกิดขึ้นในพระ-
ศาสนานั้น จึงตรัสถามพระสงฆ์ว่า ใครหนอเป็นผู้สามารถในคดีนี้
ทรงสดับว่า ข้าแต่มหาราช พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ได้ทรงรับสั่งให้
พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระมาจากอโธคงคาบรรพตตามคำของสงฆ์ ได้
เป็นผู้หมดความสงสัยด้วยอานุภาพของพระเถระที่แสดงอิทธิปาฏิหาริย์
จึงตรัสถามความรำคาญใจของพระองค์ ได้ยังความวิปฏิสารให้สงบระงับ
ลงแล้ว. แม้พระเถระก็อยู่กับพระราชาในพระราชอุทยานนั่นแหละ ได้
ให้พระราชาศึกษาลัทธิสมัยตลอด ๗ วัน
กุสโลบายการคัดเลือกลัทธิที่เป็นธรรมวาที
พระราชาผู้มีลัทธิที่ทรงศึกษาเสร็จแล้ว ก็รับสั่งให้ภิกษุสงฆ์
ทั้งหลายมาประชุมกันในอโศการามในวันที่ ๗. แล้วทรงรับสั่งให้กั้นม่าน
เป็นกำแพงรอบด้าน และทรงประทับนั่งภายในกำแพงม่าน ทรงให้
รวมภิกษุทั้งหลายผู้มีลัทธิอย่างเดียวกันให้อยู่เป็นพวก ๆ และรับสั่งให้
ภิกษุเข้าไปเฝ้าทีละพวก ๆ แล้วรับสั่งถามว่า ภนฺเต กึวาที สมฺมา-
สมฺพุทฺโธ แปลว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีวาทะอย่างไร ?
ลำดับนั้น พวกสัสสตวาที คือ ผู้มีวาทะว่า อัตตาและโลกเที่ยง
ก็ทูลว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีวาทะว่า อัตตาและโลกเที่ยง.
พวก เอกัจจสัสสตทิฏฐิ คือ พวกที่มีความเห็นว่า บางอย่าง
เที่ยง ก็ทูลว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีวาทะว่า เที่ยงแต่บางอย่าง.
พวก อันตานันติกทิฏฐิ คือ พวกที่มีความเห็นว่า โลกมีที่สุด
ก็มี ไม่มีที่สุดก็มี ก็ทูลว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีวาทะว่า
โลกมีที่สุด และไม่มีที่สุด.
พวก อมราวิกเขปิกาทิฏฐิ คือ พวกที่มีความเห็นว่า มีวาทะดิ้น
ได้ไม่ตายตัว ก็ทูลว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีวาทะดิ้นได้ไม่
ตายตัว.
พวก อธิจจสมุปปันนิกทิฏฐิ คือ พวกที่มีความเห็นว่า อัตตา
และโลกเกิดขึ้นเอง ก็ทูลว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีวาทะว่า
อัตตาและโลกเกิดขึ้นเอง.
พวก สัญญีวาทะ คือ พวกที่มีความเห็นว่า อัตตามีสัญญา ก็ทูลว่า
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีวาทะว่า อัตตามีสัญญา.
พวก อสัญญีวาทะ คือ พวกที่มีความเห็นว่า อัตตาไม่มีสัญญา
ก็ทูลว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีวาทะว่า อัตตาไม่มีสัญญา.
พวก เนวสัญญีนาสัญญีวาทะ คือ พวกที่มีความเห็นว่า อัตตา
มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ก็ทูลว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงมีวาทะว่า อัตตามีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่.
พวก อุจเฉทวาทะ คือ พวกที่มีความเห็นว่า ขาดสูญ ก็ทูลว่า
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีวาทะว่า ขาดสูญ.
พวก ทิฏฐธัมมนิพพานวาทะ คือ พวกที่มีความเห็นว่า นิพ-
พานมีในทิฏฐธรรม ก็ทูลว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีวาทะว่า
นิพพานมีในทิฏฐธรรม. พวกที่มีวาทะว่า นิพพานมีในทิฏฐธรรม
หรือ นิพพานปัจจุบันนี้ พวกเขาย่อมบัญญัติศัพท์ว่า นิพพานปัจจุบัน
เป็นธรรมอย่างยิ่ง ของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ด้วยเหตุ ๕ ประการ คือ:-
๑. สมณะ หรือ พราหมณ์บางพวกมีทิฏฐิว่า อัตตภาพนี้ต้อง
บริบูรณ์พรั่งพร้อมด้วยกามคุณทั้ง ๕ จึงบรรลุนิพพานปัจจุบันอันเป็น
ธรรมอย่างยิ่งได้.
๒. บางพวกมีทิฏฐิว่า อัตภาพที่บรรลุปฐมฌาน จึงบรรลุ
นิพพานปัจจุบันอันเป็นธรรมอย่างยิ่งได้.
๓. บางพวกมีทิฏฐิว่า อัตภาพที่บรรลุทุติยฌาน จึงบรรลุ
นิพพานปัจจุบันอันเป็นธรรมอย่างยิ่งได้.
๔. บางพวกมีทิฏฐิว่า อัตภาพที่บรรลุตติยฌาน จึงบรรลุ
นิพพานปัจจุบันอันเป็นธรรมอย่างยิ่งได้.
๕. บางพวกมีทิฏฐิว่า อัตภาพที่บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีสุข
และทุกข์มีแต่อุเบกขา อันเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์ จึงบรรลุนิพพาน
ปัจจุบันอันเป็นธรรมอย่างยิ่งได้.
พระราชาทรงทราบว่า " พวกนี้ เป็นอัญญเดียรถีย์ไม่ใช่พระ-
ภิกษุ" เพราะพระองค์ได้ทรงศึกษาลัทธิมาก่อนนั่นแหละ จึงทรงพระ-
ราชทานผ้าขาวแก่พวกเดียรถีย์เหล่านั้นให้สึกไปเสีย. อัญญเดียรถีย์
ทั้งหมดที่สึกออกไปมีถึง ๖๐,๐๐๐ คน.
พระราชารับสั่งให้ภิกษุพวกอื่นเข้าเฝ้า แล้วรับสั่งถามว่า ข้าแต่
ท่านผู้เจริญ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีวาทะอย่างไร ? ขอถวาย
พระพร พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเป็นวิภัชชวาที เมื่อภิกษุ
ทั้งหลายทูลอย่างนี้แล้ว พระราชาจึงตรัสถามพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ
ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นวิภัชชวาทีหรือ ? พระเถระทูลว่า
ใช่แล้ว มหาบพิตร.
ลำดับนั้น พระราชารับสั่งว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ บัดนี้ พระ-
ศาสนาบริสุทธิ์แล้ว ขอภิกษุสงฆ์จงทำอุโบสถเถิด ทรงพระราชทาน
อารักขาแล้วเสด็จเข้าสู่พระนคร. พระสงฆ์ได้พร้อมเพรียงประชุมกัน
ทำอุโบสถแล้ว. ในสันนิบาตนั้นได้มีภิกษุสงฆ์ถึง ๖,๐๐๐,๐๐๐ รูป.
พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ แสดงกถาวัตถุ
พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ เมื่อจะห้ามวัตถุทั้งหลายที่เกิดขึ้น
แล้วในครั้งนั้นและเรื่องที่จะเกิดขึ้นในกาลต่อไป จึงจำแนกมาติกาที่
พระตถาคตทรงตั้งไว้แล้ว ด้วยสามารถแห่งนัย ที่พระศาสนาทรงประ-
ทานไว้ แล้วก็นำพระสูตร ๑,๐๐๐ คือ พระสูตร ๕๐๐ สูตร สำหรับ
สกวาทะ คือ วาทะของตน และพระสูตร ๕๐๐ สูตร สำหรับปรวาทะ
คือ วาทะของผู้อื่น แล้วได้ภาษิตกถาวัตถุปกรณ์ ซึ่งมีลักษณะอันกว้าง
ใหญ่ไพศาล ย่ำยีปรัปปวาทะ คือ การโต้แย้ง หรือการขัดแย้งของผู้
อื่น นี้ในสมาคมนั้น.
ลำดับนั้น ท่านได้คัดเลือกเอาภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย ผู้ทรงปริยัติ
คือ พระไตรปิฎกและผู้แตกฉานในปฏิสัมภิทาญาณ จำนวน ๑,๐๐๐ รูป
ในจำนวนภิกษุ ๖,๐๐๐,๐๐๐ รูป กระทำตติยสังคีติ คือการร้อยกรอง
พระธรรมวินัยครั้งที่ ๓ ชำระล้างมลทินในพระศาสนาเหมือนกับ พระ-
มหากัสสปเถระ และพระยศเถระสังคายนาพระธรรมวินัย ฉันนั้น.
ในปิฎกทั้ง ๓ นั้น เมื่อท่านสังคายนาพระอภิธรรมปิฎก ท่าน
ได้ยกกถาวัตถุปกรณ์นี้ขึ้นสงเคราะห์ ตามที่ท่านได้ภาษิตไว้แล้ว.
เตน วุตฺตํ ด้วยเหตุนั้น พระคันถรจนาจารย์ จึงกล่าวไว้ว่า:-
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 21
พระสัมมาสัมพุทธะ ผู้เป็นศาสดาของ
โลก พร้อมทั้งเทวโลก ผู้ฉลาดในบัญญัติ
ทั้งปวง เป็นบุคคลผู้สูงสุด ได้ทรงแสดงกถา
วัตถุปกรณ์ โดยความเป็นเรื่อง แห่งกถา
ทั้งหลาย มีปุคคลกถาเป็นต้น อันใดไว้โดย
สังเขป บัดนี้ ถึงลำดับการสังวรรณนากถา-
วัตถุปกรณ์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งไว้แล้ว
โดยการตั้งไว้แต่เพียงมาติกา ณ สุราลัยเทว-
โลก อันพระโมคคัลลบุตรติสสเถระจำแนก
ในมนุษย์โลกนั้นแล้ว ฉะนั้น ข้าพเจ้าจัก
พรรณนาคัมภีร์นั้น ขอท่านทั้งหลาย ผู้มีจิต
ตั้งมั่น จงสดับรับรสพระสัทธรรมนั้นเทอญ.
นิทานกถา แห่งอรรถกถา จบ
นิกายสรวาสติวาท
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
นิกายสรวาสติวาท หรือ นิกายสัพพัตถิกวาท ตามหลักฐานภาษาบาลี ฝ่ายบาลีกล่าวว่านิกายนี้แยกมาจากนิกายมหิสาสกวาท ส่วนหลักฐานฝ่ายสันสกฤตกล่าวว่าแยกมาจากนิกายเถรวาทโดยตรง นิกายนี้แพร่หลายไปทั่วอินเดียภาคกลางและอินเดียภาคเหนือ รวมทั้งแพร่หลายไปสู่เอเชียกลางและจีนด้วย หลักธรรมของนิกายนี้เขียนด้วยภาษาสันสกฤต
หลักธรรมโดยทั่วไปใกล้เคียงกับเถรวาท แต่ต่างกันที่ว่านิกายนี้ถือว่า ขันธ์ห้าเป็นของมีอยู่จริง พระอรหันต์เสื่อมได้ สิ่งทั้งหลายมีอยู่และเป็นอยู่ในลักษณะสืบต่อ คัมภีร์ของนิกายนี้มีผู้แปลเป็นภาษาจีนและภาษาทิเบตไว้มาก พระภิกษุในทิเบตปัจจุบันถือวินัยของนิกายนี้
นิกายนี้ในญี่ปุ่นเรียกว่านิกายกุชา
*หมายเหตุ นิกายสรวาสติวาท แม้จะแตกแยกมาจากเถรวาทโดยตรงตามหลักฐานทางสันสกฤต หรือแตกมาจากสัพพัตถิกวาทอีกทอดหนึ่งก็ตามที เมื่อแตกแยกมาแล้ว จะไม่ถือว่าเป็นเถรวาท เถรวาทจะไม่มีการแตกแยกความคิด แตกกลุ่มออกไป ดังนั้น นิกายสรวาสติวาท จึงอาจเป็นจุดเริ่มต้นของนิกายมหายานในจีนและทิเบต ที่ไม่ใช่ทั้งเถรวาทและอาจารยิวาท เพราะอาจาริยวาท แตกแยกไปด้วยทิฐิตามอาจารย์ของตนมีทั้งสิ้นสิบเจ็ดกลุ่ม ในสิบเจ็ดกลุ่มนี้ไม่มีอ้างอิงถึง สรวาสติวาท ดังนั้น จึงไม่ใช่ทั้งเถรวาทและอาจาริยวาท อนึ่ง อาจาริยวาทนี้ มีความหมายค่อนข้างเชิงลบ คือ การแตกแยกไปอยู่เอง สังเกตว่าความเชื่อว่า “อรหันต์เสื่อมได้” นั้น ไม่มีในอรหันตสาวกของพระพุทธเจ้า ซึ่งจะได้นิพพานแน่นอน แต่จะเกิดขึ้นเฉพาะในพระโพธิสัตว์ ที่ยังไม่ถึงวาระจะได้นิพพานแต่มีปัญญาแจ้งถึงนิพพานแล้วเท่านั้น กิเลสที่ยังเหลือไว้เพื่อเกิดต่อไปนั้นเอง คือ เหตุทำให้เสื่อมจากภาวะเดิมได้ ไม่ได้ผิดจากธรรมชาติ แต่ไม่ถูกตามกลุ่มของอรหันตสาวก ส่วนขันธ์ห้ามีอยู่จริงแน่ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของสัจธรรม แต่อยู่แบบอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา